สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

ดูไปบ่นไป ม้ง สงครามวีรบุรุษ

  2 กันยายน 2555 / ศฐาณพงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง
  LINK : ข้อมูลหนัง
 
Share |
Print   
 

 


ม้ง สงครามวีรบุรุษ ภาพยนตร์แนวอิงประวัติศาสตร์-สงคราม กำกับโดย เสรี พงศ์นิธิและเจมมี่ ว่างลี ได้ใช้เหตุการณ์จริงสมัยสงครามระหว่างรัฐบาลไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือพคท. ช่วง พ.ศ. 2511-2525 มาเป็นฉากของภาพยนตร์ เนื้อหนังเล่าเรื่องของ เก๊ง (อัครัฐ นิมิตชัย) เด็กชายไทยเผ่าม้ง ที่ได้รับการเลี้ยงดูจาก ผู้พันเกรียงไกร (สรพงษ์ ชาตรี) ซึ่งช่วยชีวิตเขาไว้จากกองเพลิงตอนทหารบุกปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในหมู่บ้านเผ่าม้ง และ 15 ปีต่อมา เก๊ กลายเป็นนายทหารของกองทัพไทยที่มีความสามารถสูง เขาถูกส่งตัวไปรบที่เขาค้อเพื่อดึงมวลชนเผ่าม้งให้กลับมาเข้าร่วมกับรัฐบาลไทย แต่ด้วยสายเลือดม้งในตัว ทางกองทัพไม่อาจนิ่งนอนใจเกรงว่าเก๊งอาจจะเปลี่ยนฝ่ายและกลายมาสร้างปัญหาแก่กองทัพในภายหลัง กองทัพจึงส่ง ชาติ (พีระพันธ์ อารียาพันธ์) ลูกชายของผู้พันเกรียงไกรที่เก๊งนับถือเป็นพี่ชายไปตามดูความเคลื่อนไหว

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีปัญหาอย่างหนัก เริ่มจากความอ่อนปวกปียกของบทภาพยนตร์ หลายอย่างดูไร้ทิศทาง หนังดำเนินเรื่องด้วยความบังเอิญตลอดเวลาอย่าง เจ้อดัว (ณัฐพงษ์ สืบศักดิ์วงศ์) พ่อชาวไทยเผ่าม้งของเก๊งถูกยิงแต่ไม่ตาย ซึ่งโชคชะตานำพาเก๊งได้กลับมาเจอพ่อตัวจริงอีกครั้งในฐานะฝ่ายปรปักษ์ หลังจากนั้นเก๊งยังเจอกับ ป้า (บุญยรัตน์ แซ่หยาง) พี่สาวแท้ๆ ที่พัดพรากหลายสิบปี ขนาดที่เจ้อดัวผู้พ่อยังไม่สามารถหาพบหรือไม่ได้ตามหาเลย และตอนช่วงท้ายเจ้อดัวสวมวิญญาณ บรูช วิลลิส กลายเป็นคนอึด แม้ถูกยิงอีกครั้งบริเวณหน้าอกข้างซ้าย แต่ก็ลากสังขารไปได้จนจบเรื่องไม่ยอมตาย จนเก๊งต้องเป็นฝ่ายขอตายเองก่อนพร้อมกับความในใจสั่งลา “สิ่งที่เสียใจคือพูดภาษาม้งไม่ได้ ความต้องการสุดท้ายก่อนตายคืออยากฟังเพลงชาติไทย” (ถ้าเป็นผู้เขียนคงอยากพูดว่า ทำไม..อ้ะ..ไม่ตามหมอมาให้ผมบ้าง ฮา) หรือจะเป็นเรื่องของ อารียา ลูกสาวบุญธรรมของผู้พันเกรียงไกรที่ผ่านไป 15 ปี เธอได้กลับเข้าป่าเพื่อตามหาศพของพ่อที่หายไปพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ตก และเหมือนฟ้าเห็นใจบันดาลให้เธอได้พบโครงกระดูกของพ่อเธอ เป็นต้น การวางคาแรคเตอร์ตัวละครขาดความแข็งแรง ยกตัวอย่างบทของ อารียา (อัฐมา ชีวนิชพันธ์) ซึ่งดูลอยไปลอยมา ไม่มีความสำคัญแทบจะตัดออกไปจากหนังได้เลยด้วยซ้ำ

สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นงานยากและท้าทายของคนทำหนังอิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่ผ่านไปไม่นาน ซึ่งยังพอมีข้อมูลร่องรอยหลงเหลืออยู่มาก คือการทำการบ้านอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเนื้อหา การลำดับเหตุการณ์ในยุคสมัย สถานที่ การแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบฉากและอื่นๆ เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ ตรงความเป็นจริงมากที่สุดและป้องกันให้เกิดการบิดเบือนน้อยที่สุด แม้บางครั้งอาจมีมุมมอง ทัศนคติของผู้สร้างไปบ้างก็ตาม

 


ฉากหน้าภาพของหนังดูเชิดชูทหารกล้าไทย แต่ในรายละเอียดตัวหนัง ดูราวกับว่าทหารไทยกลายเป็นผู้กระหายในสงคราม ผู้สร้างอาจจะไม่ได้ตั้งใจสื่อความหมายเช่นนี้ แต่ด้วยเรื่องที่ออกมาทำให้ผู้เขียนมองไปทางดังกล่าว เพราะการสู้รบทุกครั้งในหนังล้วนเกิดจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและทหารไทยทั้งสิ้น ผกค.แค่นั่งคุยกันเป็นกลุ่มเกินกว่า 5 คนเท่านั้นเอง (ทหารไทยใจร้ายจัง) ทั้งๆ ที่เรื่องจริงแล้วผกค.เคลื่อนไหวโจมตีฐานปฏิบัติการของทางราชการหลายครั้งเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผกค.เขาค้อ เขต ข.33 กองร้อย 515 จนมวลชนเกรงกลัวอิทธิพลประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้าย ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าป่าเพื่อร่วมกับผกค.และได้จัดตั้งสำนักอำนาจรัฐประชาชนขึ้น จนเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลและทหารต้องออกมาเคลื่อนไหวปราบปรามอย่างหนัก นับเป็นงานยากของเจ้าหน้าที่ซึ่งจะต้องแยกระหว่างชาวบ้านกับผู้ร้าย การทำงานของรัฐบาลจึงเพลี่ยงพล้ำอยู่หลายครั้งและกลายเป็นอีกช่องทางที่ผกค.นำมาใช้เป็นกลยุทธหามวลชนแนวร่วม

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกกันว่า “วันเสียงปืนแตก” ช่วงปลายปีพ.ศ. 2511 สหายพิชัยผู้โด่งดังได้นำกองกำลังโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้านบาดเจ็บเสียชีวิตหลายนาย รวมทั้งอีกหลายๆ เหตุการณ์สำคัญก็มิได้ถูกพูดถึง ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะนำมาใส่อ้างอิงไว้บ้าง เช่น ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1 และ 2 ซึ่งทหารไทยบุกทำลายฐานที่มั่นของผกค.ได้สำเร็จ ทำให้ผกค.ล้มตายจำนวนมาก, ยุทธการหักไพรีเป็นการปราบอิทธิพลของผกค.ที่ยังหลงเหลือในพื้นที่ และยุทธการผาเมืองเกรียงไกร ที่ถือว่าทหารไทยสามารถเข้ายึดพื้นที่ได้แทบเบ็ดเสร็จ และมีมวลชนขอมอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) เป็นจำนวนมาก เป็นต้น ส่วนตัวผมยังแอบผิดหวังนิดๆ เพราะดูจากชื่อหนังแล้ว คิดว่าจะได้มารู้จักกับชนชาติม้งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่านี้ด้วย แต่ผู้สร้างเลือกที่จะเปิดเรื่องด้วยปมปัญหาความขัดแย้งแทนการปูเรื่องราว

ในเรื่องการคัดเลือกนักแสดงหลายๆ คาแรคเตอร์ทำได้ดีและเหมาะสม แต่การแสดงของนักแสดงนำแต่ละคนถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ไม่สามารถดึงอารมณ์ร่วมในการชมได้มากนัก ผมอดตลกไม่ได้กับการปรากฏตัวของตัวละคร ชาติ ที่โผล่ออกมาในฉากค่ายผกค.เหมือนกับเป็นแรมโบ้ ครั้งแรกยังพอทน แต่พอครั้งที่สอง (ตัวจี๊ดมันมาอีกแล้ว) รวมทั้งการคลานกระดึบกระดึบมาดูใจน้องชายเป็นครั้งสุดท้าย (ฮา) ปัญหาของการแสดงส่วนหนึ่งเกิดมาจากบทพูดของภาพยนตร์ที่ต้องกลับไปพัฒนาอย่างเร่งด่วน และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้คุณภาพหนังดูด้อยลงคือความทุ่มเทของนักแสดง อย่างนักแสดงนำที่รับบทนายทหารแต่ไม่สามารถตัดผมให้เรียบร้อยสมเป็นนายทหารแห่งกองทัพไทยได้ ดูแล้วรู้สึกหดหู่ใจ จากบทที่อ่อนและการแสดงที่ไม่ได้ชวนติดตาม ทำให้ความเชื่อของภาพยนตร์และตัวละครหมดไปอย่างสิ้นเชิง

ฉากสงครามขาดความตื่นเต้น ดูแล้วไม่สนุก จังหวะของสตันต์และสลิงล้วนดูผิดพลาด เราจะเห็นสตันต์แมนกลิ้งหรือกระโดดก่อนระเบิดอยู่หลายครั้งหลายครา และจุดเล็กๆ ที่สำคัญและผู้สร้างไม่ควรมองข้ามไปคือการถืออาวุธ ถ้าหากตัวละครนักรบเผ่าม้งหรือผกค.จะถือปืนไล่ยิงเหมือนเด็กเล่นคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากตัวละครเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหารการจับปืนจะจับแบบเด็กเล่นไม่ได้ ควรระวังตรงจุดนี้ด้วย ด้านเอฟเฟคไม่ว่าจะเป็นคนถูกยิงหรือการยิงถูกวัตถุก็ดูออกมาไปสมเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ โดยเฉพาะฝนที่ทิศทางของน้ำในแต่ละมุมทำออกมาผิดธรรมชาติอย่างเห็นเด่นชัด จากหลายๆ อย่างผมรู้สึกเสียดายกับเฮลิคอปเตอร์ที่นำมาบินว่อนในภาพยนตร์ ปืนใหญ่ที่เข็นเอาออกมายิงให้ดู ระเบิดหลายสิบลูกและกระสุนอีกหลายร้อยนัดอย่างมาก

องค์ประกอบด้านภาพแม้จะไม่ได้สร้างปัญหากับภาพยนตร์ แต่ภาพในหลายฉากที่สำคัญๆ ก็ไม่ได้สื่อความหมายใดๆ ด้วยเช่นกัน จึงขาดจุดให้ผู้ชมจดจำ ส่วนต่อไปนี้ไม่อยากเอ่ยถึง แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ คือคอมพิวเตอร์กราฟิก (ซีจี) ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร ให้สามคำ “ทำ-ทำ-ไม” เพราะถ้าไม่มีก็ไม่ได้ทำให้หนังเสียหายเลยแม้แต่น้อย แต่พอมีแล้วกลับทำให้หนังดูแย่ลง และยิ่งฉากปั้นอย่างซีจีลูกกระสุนออกจากปลายกระบอกปืนนั้น น่าแปลกที่กระสุนปืนสั้นหัวรูออกมาจากกระบอกปืนยาวเอ็ม16

ผมมาอุ่นใจได้เล็กน้อย ซึ่งยังพอเห็นถึงมาตรฐานของภาพยนตร์ไทยยุคพ.ศ. 2555 ที่ควรจะเป็นอยู่บ้างคือเรื่องของเสียง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบงานเสียงต่างๆ และดนตรีประกอบช่วยส่งเสริมหนังได้ดี การถ่ายภาพที่ลื่นไหลดูมีมิติ รวมกับเทคนิคสีของภาพที่ออกมาอย่างลงตัว

สิ่งที่ถือเป็นข้อดีของหนังกลับไม่ใช่ตัวหนัง แต่เป็นความกล้าหาญของทีมงานผู้สร้างที่พยายามจะบอกว่า เมื่อไรที่คนไทยมีแต่ความขัดแย้งขาดความสามัคคี ความสูญเสียจะก่อเกิดขึ้น รักและให้อภัยกันเถิด

 


   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.