สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

บทวิจารณ์ “อก 3 ศอก 2 กำปั้น”

  ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล / 1 พฤศจิกายน 2550
  ©thaicinema.org
   
 

ก่อนที่จะมากำกับเรื่อง “อก 3 ศอก 2 กำปั้น” (ซึ่งมีชื่อเดิมที่เข้าท่ากว่าอย่าง “พาหุยุทธ์”) ปิติ จตุรภัทธ เคยมีผลงานมาแล้วสองเรื่อง คือ “โคลนนิ่ง คนก็อปปี้คน” ไซไฟ-ทริลเลอร์ และ “ตะลุมพุก มหาวาตภัยล้างแผ่นดิน” หนังแนวหายนะที่มีเรื่องรักโรแมนติกเป็นแกนหลัก  สิ่งหนึ่งที่หนังสองเรื่องข้างต้นนี้เป็น คือต้องการที่จะก้าวไปให้ไกลกว่าหนังไทยเรื่องอื่นๆ  มีความพยายามทั้งในส่วนของการเล่าเรื่องและเทคนิคการสร้างให้เหมือนหนังฮอลลีวู๊ดมากที่สุด  แต่ลงท้ายแล้วก็ลงเอยด้วยความเหมือนแค่เปลือกนอก  รายละเอียดเต็มไปด้วยช่องโหว่ (อย่างเช่น “โคลนนิ่ง” ที่เทคโนโลยีในหนังไกลเกินกว่าจะมาเกิดกับคนไทยและทำให้คนดูรู้สึกเชื่อในสิ่งที่เห็นได้) และเทคนิคพิเศษก็ขาดความสมจริง (ชัดเจนที่สุดก็คือ “ตะลุมพุก” ที่ภาพคลื่นยักษ์นั้นไม่อาจทำให้สมจริงพอเพียงที่จะเชื่อได้) และพอผู้กำกับให้ความสำคัญต่อเทคนิค  การแสดงก็ดูจะด้อยไปด้วย อีกสิ่งหนึ่งที่สองเรื่องนี้เหมือนกันก็คือ แทบจะไม่มีความสนุกให้จับต้องได้เลย  เพราะการเล่าเรื่องของหนังเป็นไปตาม “สูตรสำเร็จ” ในแนวทางที่แต่ล่ะเรื่องยืนอยู่  ไม่มีอะไรเหนือแก่การคาดเดาระหว่างทาง  เหตุผลทั้งหมดทำให้ภาพรวมของหนังทั้งสองเรื่องไม่สู้ดีนัก

แต่ใน “อก 3 ศอก 2 กำปั้น” ดูเหมือนคุณปิติจะลดความทะเยอทะยานให้หนังเป็นฮอลลีวู๊ดลง  เขาหันมาทำหนังที่ง่ายขึ้นทั้งในแง่ของการสร้างและการเล่าเรื่อง  อันที่จริง สามารถพูดได้เลยว่าเขาทำหนังที่สนุกขึ้น มีการแสดงของนักแสดงหลายคนที่ทำให้หนังมีรสชาติบ้าง และที่สำคัญคือคิวบู๊ที่อาจจะไม่มีอะไรใหม่ก็จริง  แต่การได้เห็นนักแสดงนำเล่นบทเหล่านี้ด้วยตัวเอง  รวมถึงความสมจริงในการออกท่าออกทาง  ผู้ชมก็น่าจะรู้สึกสนุกตามคิวบู๊เหล่านี้ได้ไม่ยาก แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องในหลายๆ อย่างอยู่ดี  เช่น การตัดต่อภาพที่ดูเหมือนจะให้ความรู้สึกกระโดดและกระตุกในหลายๆ คัต  หรืองานด้านภาพที่บางครั้งก็ดูหม่นๆ มืดเกินไปหรือภาพที่ควรจะชัดบางทีก็ดูเบล่อจนมองไม่เห็นรายละเอียดในฉากนั้นๆ     

    

หนังมีเรื่องราวคร่าวๆ ที่สามารถเดาไปจนถึงตอนจบได้ง่ายๆ  พระเอกเป็นคนหนุ่มจิตใจดีลูกศิษย์วัด เขากับเพื่อนทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวฝรั่ง  มีที่สิงสถิตเป็นบาร์เล็กๆ ซึ่งก็จัดชกมวยบนเวทีเรียกลูกค้า พระเอกกับเพื่อนที่เป็นมวยไปเป็นคู่ซ้อมโดยเน้นไปที่การให้ฝรั่งได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งมากกว่า จนกระทั่งเหล่าร้ายมาเยือนเพื่อหวังยึดบาร์ไปทำเป็นค่ายมวย  ข่มเห่งรังแกเพื่อนๆ ของพระเอกจนพระเอกทนไม่ได้ และต้องงัดเอาแม่ไม้มวยไทยมาต่อสู้  

หนังที่เน้นศิลปะป้องกันตัวส่วนใหญ่ก็มักจะผูกโครงเรื่องหลวมๆ เพื่อจะได้ปูเหตุการณ์ไปสู่การต่อสู้และโชว์ทักษะด้านแอ็คชั่นของนักแสดงนำ “อก 3 ศอก 2 กำปั้น” ก็เป็นเช่นนั้น  หนังเลือกที่จะปูความเป็นมาของตัวละครแต่ล่ะตัวไม่รีบร้อนพาตัวเองไปสู่การต่อยตีใดๆ  ดูเหมือนผู้กำกับจะมองออกว่าอะไรที่สามารถเป็นช่องโหว่ที่ทำให้คนดูตั้งคำถามได้  เขาจึงพยายามที่จะอุดรูรั่วทั้งหลายให้หมด  การปูเรื่องในช่วงต้นก็สามารถทำเช่นนั้นได้พอสมควร เช่น อธิบายความสัมพันธของพระเอกกับตัวละครอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การที่พระเอกออกหน้าต่อสู้  แต่คนดูก็ยังสามารถค้นเจอความไม่เป็นเหตุเป็นผลง่ายๆ ได้บ้าง เช่น ทำไมจู่ๆ ครูมวยอย่างครูแปลง ถึงมาสอนวิชามวยเพิ่มให้แก่พระเอก  เหมือนจะเพราะว่าพระเอกเป็นคนดี แต่การอธิบายตรงนี้ก็ดูเบาบางเหลือเกิน  อีกคำถามหนึ่ง อาจจะมีคนถามว่า  มีบาร์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวมาชกมวยอย่างในเรื่องนี้จริงๆ หรือ? แล้วทำไมเวลาที่ตัวละครในหนังมีเรื่องกัน ไม่เห็นมีตำรวจเลยสักคน ราวกับเกาะในหนังเป็นแดนเถื่อนชอบกล  แต่เชื่อว่าระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ หลายๆ คนคงจะมองข้ามข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปได้  โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ซึ่งเชื่อว่ามีสองแบบ คือ คนที่อยากดูฉากแอ็คชั่นเป็นหลัก และคนที่อยากดูเหล่าสาวๆ ที่นุ่งน้อยห่มน้อยกันตลอดเรื่อง

ในส่วนการแสดงของนักแสดง อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่ามีบางส่วนที่ช่วยทำให้หนังมีสีสันขึ้นมาบ้าง  ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ (อดีต)เจ้าพ่อหนังวีซีดีแนวหวาบหวิว สุระ ธีระกล กับบทชัย เขาถือได้ว่าเป็น “ตัวตามพระ” แบบในขนบหนังแต่ดั้งเดิมมา และทำหน้าที่ได้ดียิ่งในส่วนของการสร้างอารมณ์ขันให้แก่หนัง การแสดงของเขาโอเวอร์แอ็คติ้งตลอด แต่มันก็เข้ากับภาพรวมของการแสดงโดยคนอื่นๆ ด้วย แต่สุระดูจะแสดงด้วยความผ่อนคลายมากกว่า  ยิ่งพระเอกซึ่งรับบทโดยธัญญ์ ธนากร  แสดงอารมณ์และถ่ายทอดบทของตนได้ไม่ดีนัก  การแสดงของสุระจึงกลายเป็นการขโมยซีนไปโดยปริยาย  ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ อย่างดาว นางเอกของเรื่องก็ดูแข็งๆ ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ  นอกนั้นก็ไม่มีใครดีใครแย่เป็นพิเศษ   

แต่ไม่ว่าการแสดงตามบทของธีระกับธัญญ์ รวมถึงนักแสดงคนอื่นจะเป็นอย่างไร  สิ่งหนึ่งที่น่าชมก็คือความทุ่มเทในฉากมวยไทย  เชื่อว่ากว่าที่จะได้เห็นในหนังนักแสดงคงต้องผ่านการฝึกซ้อมกันมามาก  แต่สำหรับหนังที่ตามรอย “องค์บาก”  ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่กำลังจะตามมาในไม่ช้า  ความที่คิวบู๊ทั้งหลายเหมือนผ่านตาไปแล้ว  ทำให้นึกเปรียบเทียบกับหนังกำลังภายในและหนังกังฟูของฮ่องกง  ที่วันหนึ่งก็มาถึงจุดเสื่อมถอยด้านความนิยมเพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่เหลือให้ดูกันอีกแล้ว  เว้นเสียแต่ว่าจะคิดสร้างสิ่งแปลกใหม่ที่แตกต่างออกจากเดิม

สรุปแล้วนี่ไม่ใช่หนังขี้ริ้วขี้เหร่อะไร  มันพอจะมีความบันเทิงในแบบเพลินๆ ให้คนดูได้บ้าง ในขณะเดียวกันพลาดไปก็ไม่ได้น่าเสียดายอะไร

   
  ©thaicinema.org
 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.