สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

บทวิจารณ์  “โอปปาติก” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) เกิดอมตะ

  ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล / 23 ตุลาคม 2550
  ©thaicinema.org
   
 


ก่อนที่จะวิจารณ์เรื่องหนัง  อดไม่ได้ที่จะขอวิจารณ์ชื่อเรื่องซะก่อน  เข้าใจดีครับว่า “โอปปาติก” เป็นชื่อที่มีความหมายต่อเรื่อง เป็นคำเฉพาะที่มีความหมายในทางพุทธศาสนา  แต่ผมเชื่อว่าการเรียกชื่อสร้างความลำบากให้แก่ใครหลายคน ไม่งั้นทางค่ายหนังก็คงไม่เติมวงเล็บต่อท้ายสะกดชื่อหนังให้ถูก  ส่วนตัวสงสัยตรงที่ว่าทำไมไม่เขียนชื่อตามการสะกดเสียตั้งแต่แรก  หรือไม่ก็ตั้งชื่อด้วยคำอื่นที่เรียกง่ายกว่านี้   เพราะชื่อหนังที่อ่านยากแบบนี้สามารถทำให้คนลดความอยากจะดูหนังลงไปได้ไม่น้อย 

ถ้าใครได้ตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของหนังเรื่องนี้  ก็น่าจะรู้ว่าใช้เวลาในการสร้างนานถึง 3 ปี  ซึ่งแทบจะไม่มีหนังไทยยุคใหม่ๆ เรื่องไหนเป็นกัน (ถ้าไม่ใช่ฟอร์มยักษ์ระดับ”สุริโยทัย” หรือ “นเรศวร”) มีเสียงเล่าลือกันว่าระหว่างถ่ายทำหนังประสบปัญหามากมาย  มีการตัดต่อแล้วเสร็จระดับหนึ่งแต่ก็ต้องถ่ายซ่อมเพื่อแก้ไขการเล่าเรื่อง  จนในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายคงจะพอใจและออกฉายในโรง น่าเสียดายที่จะต้องบอกว่า สามปีที่ผ่านไปนั่นดูจะไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย   ไม่สมกับทุนสร้าง 80 ล้านบาทดังที่ประกาศไว้ในโฆษณา  จะว่าไปก็น่าเห็นใจผู้กำกับ คุณธนกร พงษ์สุวรรณไม่น้อย ที่ต้องเสียเวลาและพลังงานในชีวิตเพื่อหนังสักเรื่องมากมายขนาดนี้   ผมเชื่อว่าเขาคงมีเจตนาที่จะสอดแทรกเนื้อหาสาระอะไรบางอย่างลงไปในหนังเรื่องนี้  เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการจะบอกแก่คนดู มันไม่ปรากฏให้จับต้องได้เลย แถมหลายๆ ครั้งโดยเฉพาะช่วงต้นเรื่อง  มีการให้ตัวละครพูดอธิบายที่มาที่ไปของเรื่อง รวมถึงหลักปรัชญาศาสนาต่างๆ มากมายยาวนาน  ซึ่งลงท้ายแล้วชวนให้สับสน  ยากที่จะตามข้อมูลต่างๆ ที่ถูกใส่เข้ามาได้ทัน

“โอปปาติก” ในเรื่องอธิบายว่าเป็นสิ่งที่เกิดมาโดยไม่ต้องมีการเติบโต คือมาถึงก็โตเต็มที่เลย  และก็ยังอธิบายต่อว่า การฆ่าตัวตายทำให้กลายเป็นโอปปาติกได้  แต่ก็เป็นทางลัดไปสู่การเป็นโอปปาติกที่ไม่สู้ดีนักเพราะจะนำมาซึ่งคำสาปและความเจ็บปวด  และผมคิดว่าการฆ่าตัวตายและความทุกข์จากการชดใช้บาป คือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจะถ่ายทอดและสื่อไปยังคงดู แต่ปัญหาก็คือภาพตรงนี้มันไม่ชัดเจนเลย นอกจากตัวละครไปศลของชาคริต แย้มนาม ที่กลายเป็นโอปปาติกด้วยการฆ่าตัวตายและต้องพบความเจ็บปวดทุกครั้งที่ฆ่าคน  ตัวอื่นๆ ก็ไม่เห็นภาพที่ชัดเจนของผลกรรมต่างๆ เท่าไหร่  บทจีรัสย์ของเต๋า นอกจากต้องลอกคราบเพื่อคืนชีพแล้ว  ก็ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรอีก  หรือเตชิตของลีโอ พุฒ ที่จะค่อยๆ เสียประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อแลกกับพลังอ่านใจคน  ก็ไม่ได้แสดงความเจ็บปวดอะไรเมื่อต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ   


ผมคิดว่าคงไม่ใช่แค่เพราะหนังแสดงภาพความเจ็บปวดของตัวละครเหล่านี้ไม่มากพอ  แต่บทที่มีหลากหลายตัวละครทำให้เกิดการกระจายเฉลี่ยน้ำหนัก ที่แน่นอนว่าย่อมจะไม่เท่ากัน  และเชื่อว่าน่าจะส่งผลไปสู่การแสดงของนักแสดง  คนที่ชัดเจนที่สุดคืออธิป นานาที่เล่นเป็นรามิล ผู้สามารถสั่งเจตภูมิออกมาสู้แทนได้  เขาดูเหมือนจะถ่ายทอดความเจ็บปวดใดๆ ที่ตัวละครนี้ต้องประสบได้ไม่ดีนัก  อันที่จริงนอกจากเรื่องการแสดงความเจ็บปวดของตัวละคร  เขาก็ไม่สามารถถ่ายทอดด้านใดๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายของรามิลออกมาได้เลย  จนคล้ายกับเป็นตัวประกอบมากกว่าเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง  ส่วนตัวอรุษของเร แม็คโดนัลด์  ก็ถูกเขียนขึ้นมาในลักษณะที่ไม่ต่างกับรามิลนัก  คือไม่มีด้านลึกใดๆ แต่อาศัยที่ว่าตัวละครนี้เข้ากับคาแร็กเตอร์ที่เรถนัดจะสวมบท คือคนแปรปรวนเดายากว่าคิดอะไรอยู่  ก็เลยพอจะทำให้ตัวละครนี้มีอะไรขึ้นมาบ้าง  แต่แน่นอนว่ายังขาดความลึกที่จะทำให้ตัวละครมีมิติที่หลากหลาย

ถึงอย่างนั้น ก็ยังจะต้องชื่นชมผู้กำกับที่คิดรายละเอียดเกี่ยวกับพลังพิเศษของโอปปาติก และผลข้างเคียงของการใช้สำหรับตัวละครแต่ล่ะตัวออกมาได้อย่างมีลูกเล่น  แต่ลำพังแค่ลูกเล่นเหล่านี้ก็ไม่อาจจะทำให้ตัวละครน่าสนใจกว่าที่เป็นอยู่

นอกจากการถ่ายทอดประเด็น และการสร้างความซับซ้อนแก่ตัวละครจะมีปัญหาแล้ว  หนังยังประสบกับความไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ ช่วง เช่น ทำไมธุวชิต(พงษ์พัฒน์) ถึงมีกองกำลังติดอาวุธขนาดใหญ่ออกไปไล่จับโอปปาติกเป็นร้อยสองร้อย หนังไม่ได้อธิบายตรงนี้เลย เรารู้แค่ว่ากองกำลังเหล่านี้เป็นทหาร แต่มาจากไหน? ทำไมถึงเป็นลูกน้องธุวชิต หรือถ้ามาจากศดก(นิรุตติ์)เจ้านายของธุวชิต  แล้วศดกไปเอามาจากไหน  หรืออย่างตอนต้นเรื่อง ที่เตชิตเข้ามาเกี่ยวข้องกับศดก ก็ไม่ได้มีการอธิบายว่าเตชิตไปรู้จักศดกได้อย่างไร?  ถึงคนทำอาจจจะอ้างว่านี่เป็นหนังแฟนตาซี  แต่โลกที่เห็นในหนังก็ไม่ต่างจากโลกปรกติของเรา  ยังไงเรื่องบางอย่างก็ควรอธิบาย และก็ควรจะยึดหลักความเป็นเหตุเป็นผลเอาไว้บ้าง 

 

งานด้านภาพไม่มีอะไรน่ากล่าวถึงเป็นพิเศษ  บางครั้งภาพดูมัวๆ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการถ่ายไว้นานแล้วหรือว่าความตั้งใจของคนทำ  ในส่วนของฉากแอ็คชั่น  การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของกล้องบวกกับการตัดต่อน่าจะสร้างความตาลายให้แก่ผู้ชมบ้างพอสมควร แถมด้วยการดูไม่ออกว่าใครกำลังทำอะไรอยู่  ใครที่ไม่ชอบที่ต้องเห็นฉากแอ็คชั่นเป็นแบบนี้ก็อาจจะพาลไม่ชอบหนังเรื่องนี้ไปเลยก็ได้  และที่อยากจะชมก็คือฉาก หนังเรื่องนี้มีฉากที่สวยงามและแปลกตาจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ อยู่หลายฉาก

ไม่ว่าภาพรวมของหนังจะดีไม่ดีอย่างไร ธนกรก็ยังคงรักษาบางสิ่งบางอย่างจากหนังสองเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาให้คงอยู่ในหนังเรื่องที่สาม  (นอกเหนือจากฉากโป๊เปลือยวับๆ แวมๆ) นั่นคือตัวละครเอกล้วนแต่จมอยู่ในโลกของตัวเอง ที่คนอื่นไม่อาจจะเข้าถึงได้  และต่างวนเวียนอยู่กับความหลงใหลในผู้หญิงคนหนึ่ง จนทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็น (ส่วนใหญ่ไปในทางร้าย)  คิดว่ายังไงซะ  ธนกรก็คงจะไม่ทิ้งลายเซ็นตรงนี้ไปแน่ๆ   เพียงแต่หวังว่า ผลงานเรื่องต่อไปของเขาจะมีความลงตัวและมีความบันเทิงมากกว่าหนังเรื่องนี้   

  ©thaicinema.org
 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.