สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

บทวิจารณ์ ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “แด่พระผู้ทรงธรรม”

  ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล / 7 ตุลาคม 2550
  ©thaicinema.org
   
 

จุดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับหนังสั้นเฉลิมพระเกียรติ “แด่พระผู้ทรงธรรม” คือความแตกต่างหลากหลายของคนทำ ตั้งแต่รุ่นเก่าที่ทำหนังไทยมาหลายสิบปี  ไปจนกระทั่งรุ่นใหม่มาแรงที่กำลังสร้างชื่อในเวทีนานาชาติ  รวมไปถึงผู้กำกับที่ยังไม่มีชื่อเสียงและเป็นหน้าใหม่ในแวดวงหนังไทย  ความหลากหลายดังกล่าวนำมาทั้งข้อดีและข้อเสีย  ข้อดีคือหนังก็มีแนวทาง รูปแบบ และเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามแนวทางของผู้กำกับแต่ล่ะคน  แต่ข้อเสียคือ  กลุ่มผู้กำกับที่ยังไม่อยู่ในระดับ “มือโปร”  คือไม่ใช่คนประสบการณ์เยอะอย่างบัณฑิต ฤทธิ์ถกล หรือวิศิษฐ์,เป็นเอก รวมถึงอภิชาติพงศ์  ก็จะสร้างงานได้เท่าที่ความสามารถมี  และผลงานของกลุ่มนี้ก็จะดูแตกต่างพอสมควรกับงานที่สร้างโดยผู้กำกับแถว

ผมได้ดูหนังทั้งหมดในรอบสื่อมวลชน จึงไม่แน่ใจว่าลำดับในการฉายจริงจะเป็นเช่นเดียวกันกับรอบนี้หรือเปล่า  แต่คาดว่าผู้ชมรอบปรกติคงจะไม่ต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งเพื่อดูหนังทั้งหมด  เพราะเมื่อเป็นแบบนี้ก็ถือว่ายากลำบากอยู่  คิดว่าเมื่อถึงเวลาเปิดฉายให้แก่บุคคลทั่วไปเข้าชม น่าจะมีการแบ่งฉายหนังออกเป็นสองชุดเพื่อคนดูจะได้ไม่ลำบากจนเกินไปนัก

ขอกล่าวถึงหนังแต่ล่ะเรื่องตามลำดับความจำและการได้ชมของตัวเองก็แล้วกันนะครับ  เรื่องแรก “นรสิงหาวตาร” ของวิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง ดัดแปลงจากปางที่ 4 ในนารายญ์สิบปาง ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้สมควรเป็นหนังปิดมากกว่า  เพราะนี่เป็นหนังที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด  เต็มเปี่ยมไปด้วยลายเซ็นของคุณวิศิษฐ์  โดยเฉพาะการนำเอาความเป็นไทยผสมกับการนำเสนอศิลปะแบบสมัยใหม่  เป็นหนังแฟนตาซีที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ถ้าเอาไปประกวดในเทศกาลหนังสั้นต่างประเทศคงจะได้เสียงตอบรับที่ดีแน่ๆ เรื่องนี้จะมีข้อเสียบ้างก็ตรงที่  หนังเล่าเรื่องด้วยภาพและคำบรรยาย  เมื่อขาดเสียงพูดไป  เรื่องบางอย่างจึงเหมือนไม่ค่อยได้รับการอธิบายให้ชัดเจนเท่าที่ควร  ชัดๆ คือตอนที่พระนารายญ์ที่แปลงเป็นนรสิงห์ แล้วพูดคุยกับหิรัณยกศิปุก่อนจะสังหาร ถ้าหากมีเสียงสนทนาฉากนี้น่าจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น  แต่นี่ก็เป็นข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ ครับ  ส่วนในฐานะของหนังเฉลิมพระเกียรติ  ผมคิดว่าเรื่องนี้สื่อถึงพระบารมีของในหลวงทางอ้อมครับ  ซึ่งถือว่าเป็นการนำเสนอที่ฉลาดและไม่ยัดเยียดแต่อย่างใด 

ในการจัดฉายรอบพิเศษโครงการภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “แด่พระผู้ทรงธรรม” ให้สื่อมวลชนและแขกผู้ใหญ่ได้ชมกัน ณ โรงภาพยนตร์พารากอนซีเนเพล็กซ์   เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีแขกมาร่วมงานอย่างคับคั่ง  อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ และผู้บัญชาการทหารสี่เหล่าทัพ ยกเว้น เป็นเอกกับอภิชาติพงศ์ที่ติดภารกิจต่างประเทศ  

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งให้เกียรติมาร่วมชมภาพยนตร์สั้นในโครงการครบทั้ง 9 เรื่อง ซึ่งท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นไว้ว่ารู้สึกชื่นชมในผลงานหนังทุกเรื่อง “ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า บรรดาศิลปินร่วมสมัยก็ได้มีโอกาสแสดงออก ถึงวิธีคิด วิธีที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ ด้วยภาพ ด้วยวิธีการ ด้วยเสียง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ประกอบกันในหลายๆ เรื่องน่ะครับ ตรงจุดนี้เองถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ เป็นสิ่งที่ศิลปินร่วมสมัย จะได้มีโอกาสแสดงความรู้สึก แสดงความคิดออกมาเป็น ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ทั้งภาพและก็เสียงด้วยนะครับ”

เมื่อมีนักข่าวท่านหนึ่งถาม พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษ ท่านก็ตอบออกมาว่า “ก็มีหลายเรื่องนะครับ ที่ผมคิดว่า..ความต้องการของศิลปิน ก็คงต้องการที่จะถ่ายทอดถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลายๆ ด้าน” แต่ก็มีผลงานเรื่องนี้ที่ท่านไม่สามารถติดตามได้สะดวกคือ “นิมิต” ผลงานของอภิชาติพงศ์ ท่านกล่าวว่าสายตาท่านไม่สามารถรับชมภาพที่มีการเคลื่อนไหวกล้องแบบที่หนังสั้นเรื่องนี้ทำได้ทัน  แต่ถึงอย่างนั้น  พล.อ.สุรยุทธ์ก็ยังคงชื่นชมในความสามารถและความตั้งใจของคนทำหนังในโครงการนี้ทุกคน


เรื่องต่อมา “ข่าวที่ไม่สำคัญ” กำกับโดยบัณฑิต ฤทธิ์ถกล จากเรื่องของสมเกียรติ์ ไตรทิพยากร เรื่องของนักข่าวสาวที่ต้องทำข่าวสำคัญแต่เจอเรื่องติดขัด ระหว่างนั้นเธอก็ได้พบกับข่าวที่ไม่สำคัญเหมือนชื่อเรื่องน่ะแหละครับ  เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นมาตรฐานของคุณบัณฑิตนะครับ แต่เป็นมาตรฐานแบบหนังที่ปราศจากเงื่อนไขทางการตลาดเหมือนเช่นหนังของเขาระยะหลังๆ อย่าง “พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก” เจอ  เป็นหนังที่ดูได้เพลิน มีแง่คิดสาระ สะท้อนถึงพระบารมีของในหลวงชัดเจน  แต่ตัวหนังก็ไม่ได้มีความพิเศษมากมายอะไรเมื่อเทียบกับเรื่องแรก  ในส่วนของการแสดงรวมไปถึงงานด้านภาพ ก็จัดว่าอยู่ในมาตรฐานของคุณบัณฑิตเช่นเดียวกัน

“เสียงเงียบ” ของศิวโรจน์ คงสกุล เรื่องของนักอัดเสียงที่อยู่กับงานของตัวเองจนไม่สนใจคนรอบข้าง และชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาเปิดประตูรับสิ่งใหม่ๆ เป็นหนังที่ไม่ได้มีเรื่องราวซับซ้อนอะไรมาก แต่อาจจะเข้าใจยากเสียหน่อยสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับหนังที่เน้นการนำเสนออารมณ์ของตัวละครและอารมณ์ของหนังเป็นหลัก  งานด้านภาพของธนนท์ สัตตะรุจาวงษ์น่าจะได้ชื่อว่าเป็นพระเอกของเรื่องนี้  แต่ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้ตั้งใจจะเทิดพระเกียรติในหลวงอย่างไร  ก็อาจจะตอบยากเสียหน่อย  แต่ในมุมมองของผู้เขียน  คิดว่าผู้กำกับต้องการสื่อว่าเราเป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่อย่างมีความสุขภายใต้ร่มพระบารมี

“นิทานพระราชา” กำกับโดยพรศักดิ์ สุคงคารัตนกุล เป็นเรื่องของชาวเขาสามรุ่น รุ่นลูกต้องการนำฬ่อ (สัตว์ที่มีลักษณะคล้ายม้า) ไปขาย  ส่วนรุ่นพ่อเห็นว่าไม่ควร เพราะครั้งหนึ่งสัตว์อย่างฬ่อเคยทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาแล้ว หนังเรื่องนี้มีประเด็นสำคัญ คือเรื่องการอยู่อย่างพอเพียง (การขาย/ไม่ขายฬ่อ) แต่ก็ไม่ได้นำเสนอภาพชาวบ้านที่เดือดร้อนจากความไม่พอเพียงอย่างชัดเจน  ประเด็นหลักของหนังก็เลยไม่หนักแน่นเท่าไหร่  บางช่วงที่พยายามจะเทิดพระเกียรติในหลวง  ก็ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แทรกต่อเข้ามาในเรื่องราวหลักที่เล่าจบเสียดื้อๆ และไม่มีชั้นเชิง  เหมือนสารคดีที่นำเสนอภาพชาวบ้านพากันถวายความเคารพในหลวง  แต่ก็มีแค่ภาพ  ไม่สามารถสร้างความซาบซึ้งให้เกิดขึ้นมาได้  อาจจะเพราะนักแสดงที่ล้วนแล้วแต่เป็นชาวบ้านไม่ใช่มืออาชีพ รวมถึงวิธีการสื่อสารด้วยภาพและเสียงของผู้กำกับด้วย  ถึงอย่างไรก็ถือได้ว่าผู้กำกับก็ดูมีความพยายามที่จะถ่ายทอดผลงานออกมาให้ดี  การเลือกที่จะให้ชาวเขาพูดภาษาพื้นเมืองและขึ้นซับไทยถือได้ว่าน่ายกย่องในการพยายามสร้างความสมจริงและน่าเชื่อให้เกิดขึ้นแก่หนัง  คิดว่าต่อไปเขาก็คงจะสร้างผลงานที่มีคุณภาพมากกว่านี้ขึ้นมาได้

“9 ของวิเศษ” กำกับโดยอารยะ บุญเชิด ใจความหลักของเรื่องอยู่ในนิทานที่พ่อเล่า (และแสดงให้คนดูเห็นเป็นภาพผ่านหุ่นมือ) เรื่องของอัศวินที่ต้องต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย และได้รับของวิเศษ 9 อย่าง เรื่องนี้น่ารักครับ  เหมาะแก่การให้เด็กๆ ดู  เสียแต่ว่าส่วนของคนแสดงดูจะเป็นส่วนเกินของเรื่องราวทั้งหมดชนิดที่ตัดทิ้งไปก็ยังได้  เพราะนอกจากไม่จำเป็นแล้ว การแสดงของนักแสดงเด็กก็ยังดูเป็นการท่องบทไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่  เช่นเดียวกับความพยายามที่จะดึงให้คนดูติดตามว่าอะไรคือของวิเศษอันที่ 9 ของผู้กำกับก็ดูเหมือนจะไม่ได้ชวนให้ติดตามดูสักเท่าไหร่  แต่นี่ก็เป็นมุมมองแบบผู้ใหญ่นะครับ เพราะหากให้เด็กๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเรื่องนี้มาดู  พวกเขาอาจจะสนุกไปกับมันก็ได้

 

 

“นิมิต” ผลงานที่เชื่อว่าหลายๆ คนอยากดูของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล  แน่นอนว่ายังคงความเป็นอภิชาติพงศ์ไม่มีเปลี่ยนแปลง โดยเขาเลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยภาพโฮมวีดีโอสมาชิกในครอบครัวของเขา งานด้านภาพอาจจะชวนให้ปวดลูกตาไปบ้าง  แต่ในฐานะหนังเรื่องหนึ่งก็เต็มไปด้วยอารมณ์และศิลปะที่น่ายกย่อง  แต่ถ้ามองในฐานะของหนังเทิดพระเกียรติในหลวง  เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงยากที่จะเข้าใจว่าคุณอภิชาติพงศ์ต้องการจะพูดถึงในแง่มุมไหน  ผมคิดว่าอาจจะด้วยมุมมองใกล้เคียงกับคุณศิวโรจน์ก็เป็นได้

เรื่องต่อมา “รักพอเพียง” ของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีครอบครัวหนึ่งอยู่อย่างมีความสุข และมีลูกซึ่งพยายามจะเป็นอย่างพ่อ  หนังเน้นเล่าเรื่องด้วยภาพที่ถ่ายโดยสยมภู มุกดีพร้อม และแทบจะปราศจากบทพูด  แต่ก็เล่าเรื่องง่ายๆ ได้อย่างราบรื่น  และในฐานะหนังเทิดพระเกียรติก็เป็นหนังดูดีตรงที่ไม่พูดถึงประเด็นนี้ตรงเกินไป  และปล่อยให้คนดูซึมซับบรรยากาศและทำความเข้าใจกับสิ่งที่หนังต้องการจะบอกด้วยตัวเอง  ตัวผู้กำกับคนนี้ก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยครับ

อีกเรื่องคือ “ทะเลของก้อย” กำกับโดยผู้กำกับคู่ ศุภรัฐ บุญมาแย้มกับปรามธนี วงศ์พรหมเมศร์ ซึ่งน่าจะได้ชื่อว่ามีประสบการณ์น้อยที่สุดในบรรดา 9 เรื่อง  หนังผสมระหว่างคนแสดงจริง ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่หลักของคุณศุภชัย ที่ทำหนังสั้นหลายเรื่องตอนเป็นนักศึกษา กับภาพอนิเมชั่นที่น่าจะเป็นงานของคุณปรามธนี  ซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูน  หนังว่าด้วยเรื่องของก้อย นักเรียนที่พิการทางการได้ยิน และกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเรียน แต่เธอก็ฮึดสู้โดยมีเรื่องราวของพระมหาชนกเป็นแรงบันดาลใจ  เรื่องที่คนแสดงกับการ์ตูนสอดคล้องกันดีครับ  เล่าได้อย่างน่าติดตาม  ผู้กำกับไม่ได้แสดงถึงความทะเยอทะยานใหญ่โต  ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ทำให้หนังดูออกมาเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ  แม้การแสดงของนักแสดงหน้าใหม่อาจจะไม่มีพลังพอที่จะพาหนังก้าวผ่านไปสู่ผลงานที่ยอดเยี่ยมได้  หนังสามารถถ่ายทอดเรื่องความเพียร ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชดำรัสของในหลวงได้เข้าใจง่ายและชัดเจนครับ     

เรื่องสุดท้าย งานของเป็นเอก รัตนเรือง “เสียงสว่าง” โดยคุณเป็นเอกสัมภาษณ์นักเปียโนตาบอดถึงเรื่องชีวิตและการเล่นดนตรีของเขา  เข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องการจะเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี  แม้จะไม่พูดเรื่องนี้ตรงๆ  แต่ก็ทำให้เรามองขึ้นไปเบื้องบนและเห็นภาพของพระองค์ในฐานะนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ได้  ส่วนในฐานะของหนังเป็นเอก น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนังที่โรแมนติกและอ่อนหวานที่สุด คนที่ชอบหนังเป็นเอกน่าจะชอบเรื่องนี้  ส่วนคนที่ไม่ชอบก็อาจจะเปลี่ยนใจมาชอบได้  อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ดำเนินเรื่องได้กระชับกว่า “พลอย”  การพูดคุยระหว่างเป็นเอกกับคุณศิลานักเปียโนก็เต็มไปด้วยรสชาติและอารมณ์ขัน  เพลงพระราชนิพนธ์ที่คุณศิลาบรรเลงก็ทำได้อย่างไพเราะมาก  ติดตรงที่ว่ามุมกล้องหลายๆ ช่วงดูจะดีไซน์เยอะเกินความจำเป็นสำหรับการนำเสนอเรื่องซึ่งหัวใจอยู่ที่การสนทนา 

ถ้าพูดถึงหนังทั้งหมดเป็นเรื่องๆ ไป  ก็อาจจะพบข้อดีและข้อเสียในแต่ล่ะเรื่องคละกันไป  แต่สุดท้ายแล้ว  โครงการนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในเป้าหมาย นั่นคือการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ในหลวงของคนไทยเรา  หนังสองสามเรื่องอาจจะพูดถึงหัวข้อเดียวกัน (เช่น เศรษฐกิจพอเพียง) แต่ก็ไม่ถึงกับดูซ้ำจนน่าเบื่อแต่อย่างไร คิดว่าสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นแม่งาน  น่าจะรู้สึกพอใจไม่น้อยทีเดียวครับ

โครงการสร้างภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “แด่พระผู้ทรงธรรม” จัดฉายให้ชมพรี ทุกรอบ ทุกที่นั่งระหว่างวันที่ 11-17ตุลาคมนี้ที่พารากอนซินีเพล็กซ์  เมเจอร์ปิ่นเกล้า และ อีจีวี ซีคอนสแควร์ สอบถามและจองตั๋วภาพยนตร์ได้ที่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย โทร 0 2422 8819-22 

  ©thaicinema.org
 
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.