สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

บทวิจารณ์ “Body ศพ #19”

  ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล  / 26 ก.ย. 50
  เรื่องย่อ แคแรกเตอร์นักแสดง เบื้องหลังการถ่ายทำ
   
 

 

ผมมีโอกาสได้ดูงานของคุณปวีณ ภูริจิตปัญญามาตั้งแต่สมัยที่เขาทำหนังสั้นตอนเรียนที่จุฬาฯ และเขาก็ฉายแววความเป็นคนทำหนังที่เน้นสไตล์ด้านภาพและการตัดต่อที่โฉบเฉี่ยว รวมถึงแววที่จะเป็นคนทำหนังที่เน้นเทคนิคพิเศษเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้เด่นชัดมากขึ้นในตอนที่เขาทำมิวสิควีดีโอให้แก่นักร้องค่ายอาร์เอสกับแกรมมี่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผลงานหนังโรงเรื่องแรกของเขา จะกลายเป็นหนังที่ขายสไตล์ มุมกล้องสวยๆ และเทคนิคพิเศษที่หวือหวา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของเขามาโดยตลอด

และนั่นนำมาสู่ข้อเด่นของหนังเรื่องนี้ งานเทคนิคพิเศษได้สร้างภาพที่แปลกตากว่าที่หนังไทยเรื่องอื่นๆ เคยนำเสนอมา แต่ข้อเสียก็คือมันถูกนำมาใช้มากเกินไป  ก็จะยิ่งหมดความพิเศษมากขึ้นเท่านั้น  เพราะมันจะบดบังความสำคัญในบางเรื่องไป อาทิก็เรื่องการแสดง อารมณ์ที่อยากจะติดตามเรื่องราวไปกับตัวละคร หรือเอาใจช่วยใครสักคนหนึ่งในหนังก็มลายหายไปกับอินทรีย์

แถมการทำเทคนิคพิเศษนั้น ไม่ค่อยเสมอต้นเสมอปลายเท่าไรนัก   ประเภทเปิดเรื่องด้วยภาพท้องฟ้า ก่อนที่จะค่อย ๆ แพนกล้องมาเห็นตึกเล็กๆ แล้วค่อยดิ่งลงไปยังตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง และไล่เลื้อยไปตามท่อระบายน้ำนั้น เทคนิคพิเศษช่วงนี้ดูเนียบเนียนใกล้เคียงหนังฝรั่งดีครับ แต่พอช่วงท้าย ๆ ท่าทางผู้กำกับจะเหนื่อยอ่อนไปหน่อย ทำให้ระดับความเนียบเนียนในฉากเทคนิคพิเศษค่อย ๆ ลดน้อยลง ไม่ค่อยจะวิลิศมาหราเท่ากันกับส่วนต้นๆ สักเท่าไหร่ ยิ่งช่วงไคลแม็กซ์ฉากผีหลอกหลายๆ ฉากยิ่งดูหลอกตาชอบกล



ตอนแรก ผมคิดว่าพล็อตและบท (ที่เขียนโดยทีมที่เขียนบท “ 13 เกมสยอง ” ) ได้รับการออกแบบเพื่อเอื้อต่อการใช้ภาพอันสยดสยองของหนัง  และทำให้คนดูสะดุ้ง ด้วยการใช้เสียงและภาพแบบที่หนังผีทั้งหลายชอบใช้กัน แต่เอาเข้าจริง ผมคิดว่าพล็อตหลักของหนังเรื่องนี้ดูเหมือนหนังผีทั่วไปๆ แค่นั้นเอง ก็คือมีตัวละครตัวหนึ่ง (สำหรับเรื่องนี้คือ “ ชลสิทธิ์ ” ) โดนผีหลอก และพยายามจะไขปริศนาเพื่อที่ผีจะได้เลิกหลอกตัวเองเสียที คนรอบข้างก็พยายามจะช่วยเหลือเขาแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จนสุดท้ายเขาก็ต้องพยายามเผชิญหน้ากับผีขั้นแตกหัก มันไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจไปกว่าหนังผีไทยหรือชาติอื่นๆ อีกเป็นสิบเรื่อง

แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งด่วนชิ่ง แม้พล็อตเรื่องแสนจะธรรมดาไปหน่อย  ผมคิดว่าจุดหักมุมในหนังเรื่องนี้น่าสนใจ ไม่ค่อยเหมือนหนังไทยเรื่องไหน ซึ่งจุดหักมุมเหล่านี้ ชวนให้คุณอยากย้อนกลับไปดูฉากบางฉากอีก ผมคิดว่าคนเขียนบททั้งสองรู้ดีว่าคนดูหนังสามารถที่จะจับผิดเล็กๆ น้อยๆ ได้   เพื่อมาสู่จุดหักมุมของหนัง  และพวกเขาก็สามารถที่จะอุดรูรั่วทั้งหลายได้ประมาณหนึ่ง

คุณอาจจะเคยพบจุดหักมุมแบบ “ Body ศพ # 19 ” ในหนังฝรั่งบางเรื่อง แต่ถ้าเปรียบเทียบหนังไทยด้วยกันแล้ว ผมว่าก็น่ายกย่องในความพยายามที่จะคิดสร้างสรรค์อะไรให้มันแตกต่างจากเดิมออกไปบ้าง และจุดหักมุมนี้เองก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกลบที่ผมมีต่อภาพเอฟเฟกต์ที่มีมากเกินของหนังลงไปได้บ้าง

การคัดเลือกนักแสดงก็เป็นอีกอย่างที่น่าพอใจ ความคล้ายคลึงกันระหว่างอารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้รับบทเป็นชลสิทธิ์กับอรจิรา แหลมวิไล ที่รับบทเป็นเอ๋พี่สาวของเขา ทำให้ผมรู้สึกสยองขวัญมากกว่าภาพผีที่ควักตับไตไส้พุงออกมาเสียอีก เพราะ่อารักษ์ยังดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่ควร แถมเขายังไม่ค่อยมีเคมีที่ลงตัวกับอรจิราสักเท่าไหร่ ลำพังแค่หน้าคล้ายกันก็ยังไม่พอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นแก่ความรู้สึกของคนดูไปจนกระทั่งหนังจบเรื่องได้หรอกครับ ส่วนคนอื่นๆ กฤตธีรา อินพรวิจิตรในบทจิตแพทย์ ถือว่าเอาตัวรอดไปได้ด้วยมาดที่สุขุม แต่การแสดงของเธอก็ยังไม่ใช่การตีบทแตก 100 % อยู่ดี ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ซึ่งมีบทน้อยมากแต่เธอก็ให้การแสดงที่น่าจดจำ ส่วนอีกคนที่น่าพูดถึงคือผู้รับบทหมอสุธี ที่ไม่ได้ให้การแสดงที่หวือหวา แต่ก็สมกับบทบาทที่ได้รับ

ส่วนงานด้านภาพและการตัดต่อ ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างนี้ เพื่อให้เกิดอารมณ์ระทึกขวัญ สองส่วนนี้จัดได้ว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังแบบหาข้อติได้ยาก

เรื่องภาพโหดๆ ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ที่แดงฉานไปด้วยเลือด, ภาพผีที่มองเห็นทะลุไปถึงเครื่องใน หรือภาพคนที่โดนฉีกหน้าจนเละ ก็จะเห็นประมาณเหมือนในสื่อประชาสัมพันธ์และหนังตัวอย่างครับ ถ้าคุณทนดูหนังตัวอย่างได้ และชาชินกับภาพเลือดท่วมจออวัยวะภายในกระจายเกลื่อน ก็คงจะไม่รู้สึกสยดสยองอะไรกับภาพเหล่านี้ แต่ถ้าคุณเป็นตรงกันข้ามกับที่กล่าวมา หนังเรื่องนี้ก็จะไม่เหมาะกับคุณอย่างแน่นอนครับ

เพลงที่ถูกนำมาใช้โปรโมต “ คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว ” เพลงเก่าที่ถูกนำมาทำใหม่ ก็ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่า มีให้ได้ยินตลอดทั้งเรื่อง และเชื่อว่าอาจจะยังก้องอยู่ในหูของใครหลายคนหลังเดินออกจากโรง ส่วนตัวผมว่าเพลงนี้มันสร้างความหลอนได้มากกว่าฉากบางฉากในหนังเสียอีก ต้องให้เครดิตคนที่เลือกเพลงจริงๆ ว่าเข้าใจเลือกเพลงนี้ และเลือกที่จะทำให้เวอร์ชั่นใหม่เป็นแบบที่ได้ยินกัน

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร GTH ก็น่าจะพอใจที่หนังเรื่องนี้จะช่วยให้ค่ายที่ถูกมองว่าสร้างแต่หนัง “Feel good” มีผลงานให้คนทั่วๆ ไปเห็นอะไรที่แตกต่างบ้าง และคอหนังไทยก็น่าจะให้ความสนใจและไปอุดหนุนกันจนหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ อย่างที่ทาง GTH มั่นใจว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้น (ดูได้จากการที่จะมีรอบพิเศษเกิดขึ้นก่อนหนังฉาย 3 วันก่อนฉายจริง) ส่วนตัวของผู้กำกับคุณปวีณ น่าสนใจว่างานของเขาก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร โดยหวังว่าเขาจะลดอาการหนักมือในส่วนของเทคนิคพิเศษ และให้ความสำคัญในด้านการแสดงมากขึ้น ส่วนเรื่องการเล่าเรื่อง ถ้าเขาได้คนที่เหมาะสมมาช่วยก็ไม่ได้จะเป็นห่วงอะไร และในอนาคต เขาก็คงจะทำหนังที่ลงตัวกว่าหนังเรื่องนี้ออกมาได้

 
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.