 |
ถ้าคุณได้ดูหนังของพจน์ อานนท์ ผู้กำกับที่ก้าวมาจากการเป็นแมวมองและคนทำนิตยสารวัยรุ่นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา น่าจะคุ้นชินกับสไตล์เฉพาะตัวของคุณพจน์เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ อิทธิพลที่มักจะได้รับจากหนังจีนหนังฮ่องกงมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น สติแตกสุดขั้วโลก ผลงานกำกับเรื่องแรกที่เป็นหนังแฟนตาซีผสมกำลังภายใน หรือผลงานที่ดูเหมือนจะเป็นหนังที่ดีที่สุดของเขาอย่าง 18 ฝนคนอันตราย ก็ได้รับอิทธิพลมาจากหนังแอ็คชั่นแนวเจ้าพ่อมาเฟีย
หนังของคุณพจน์จึงมักมีลักษณะคล้ายสไตล์หนังฮ่องกงเกรดบีอย่างหนึ่ง ประเภท ไปเรื่อย ๆ บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกว่าเขาไม่มีบทภาพยนตร์ หรือเป็นเพราะเขาไม่สนใจให้ความสำคัญกับบท แต่เน้นหน้าตาของหนัง บางเรื่องก็ขนวัยรุ่นหน้าใสมาเล่นเป็นสิบ ไม่ก็ข่าวหวือหวาอันเนื่องมาจากการถ่ายทำหนัง ลักษณะที่เห็นในคนทำหนังไทยหลายคน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพื่อน กูรักมึงว่ะ
ผลงานล่าสุดของเขา ยิ่งออกมาตอกย้ำว่า พจน์ อานนท์ตั้งใจทำหนังสักเรื่องเหมือนเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง คือจะต้องมีจุดขาย ซึ่งในที่นี้ดูเหมือนจะมุ่งไปที่ชาวเกย์ |
ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องใหม่ของเขายังคงได้รับอิทธิพลจากหนังฮ่องกงอย่างเต็มเปี่ยม แต่เรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าการเล่าเรื่องที่หลายๆ ช่วงยังปราศจากเหตุผล ไร้ที่มาที่ไป
หนังดำเนินเรื่องไปอย่างง่าย ๆ ว่าด้วยเรื่องของมือปืนหนุ่มชื่อเมฆ (รัตนบังลังค์ โตสวัสดิ์) เขาทำงานเพราะต้องการเอาเงินไปรักษาแม่และน้องที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ ที่ทำงานให้เจ้าพ่อกลุ่มหนึ่ง เขาไปลักพาตัวอิฐ (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ชายหนุ่มอีกคนที่ไปล่วงรู้ความลับสำคัญเข้า แต่เมฆเป็นมือปืนที่มีคุณธรรม (ตามสูตรหนังฮ่องกง) ไม่ฆ่าคนดี ตัดสินใจช่วยอิฐ ทั้งคู่หนีไปด้วยกันและเกิดเป็นความรักขึ้นมา แต่เป็นรักที่เมฆพยายามจะไม่ยอมรับ ส่วนอิฐเองก็มีหญิงคนรักชื่อทราย(ณัชชา รุจินานนท์)อยู่แล้ว แต่อิฐก็ไม่อาจจะตัดใจจากความรู้สึกที่เขามีต่อเมฆได้
หนังสร้างคำถามในใจคุณตลอด ทำไมพวกเจ้าพ่อไม่ให้เมฆฆ่าอิฐซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว? เป็นต้น คำถามทั้งหมดเกิดจากความพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ให้เรื่องราวดำเนินไปได้ มากกว่าจะเกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล อยู่ดี ๆ เมื่อพระเอกทั้งสองได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง ทั้งคู่ก็ถอดเสื้อออกและใส่แต่กางเกงใน โชว์หน้าอกล่ำๆ เอาล่ะ ถ้าจะโบ้ยไปว่าเพราะกรุงเทพฯ อากาศมันร้อน แต่ถ้าคุณเดินใส่แต่กางเกงไปตามถนนหนทางด้วยก็คงจะไม่ใช่เรื่องของอากาศร้อนแล้วล่ะ มันคงจะเป็นเพราะผู้กำกับเขาอยากให้พระเอกหนุ่มโชว์ความล่ำ อย่างที่เขียนไว้ข้างต้นน่ะครับ
การแสดงของสองดาราชายก็ไม่สามารถสื่อได้เลยว่าพวกเขารักกันปานจะกลืนกิน ชัยวัฒน์ผู้รับบทอิฐยังดูแข็งๆ เกร็งๆ และไม่ค่อยสื่ออารมณ์ต่างๆ ได้ดีเท่าไหร่ รัตนบังลังค์ที่รับบทเมฆเล่นได้ดีกว่า แต่บทของเขาก็มีข้อจำกัดเกินกว่าจะให้ทำอะไรได้ แต่เมื่อมารวมกัน คนคู่นี้ก็ไม่สามารถสื่อความรักกันได้ ความรักของทั้งสองไม่ปรากฏออกมาให้เห็น เพราะต่างก็เป็นมือใหม่ที่ไม่เคยผ่านการแสดงมาก่อนเลย ดูเหมือนผู้กำกับจะรู้ข้อนี้ดี เลยพยายามใส่สัญลักษณ์เพื่อเน้นว่าคู่นี้รักกันแค่ไหนลงไป เช่น ตุ๊กตาหรือแหวนของแทนใจ หรือคำพูดเก๋ๆ เหมือนหลุดมาจากหนังสือที่ตัวละครพูดแก่กัน แต่สิ่งเหล่านั้นถูกจับใส่อย่างจงใจเกินงาม และยิ่งทำให้ดูแปลกประหลาดไป
ส่วนคนที่มีประสบการณ์มากกว่าอย่างครูช่าง ชลประคัลภ์ จันทร์เรืองในบทเจ้าพ่อ ก็เล่นได้แบบพวกเจ้าพ่อในหนังฮ่องกง คือให้การแสดงที่โอเวอร์แอ็คติ้งอย่างเต็มที่ จนนึกน่าเสียดายฝีมือ เช่นเดียวกับณัชชาในบททราย บทของเธอดูเป็นแค่ไม้ประดับและการแสดงของเธอก็ไม่ได้ช่วยส่งเธอได้มากนัก
ตลอดทั้งเรื่องมีความพยายามที่จะสร้างความเห็นใจให้แก่ตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นชีวิตรันทดของน้องและแม่ของเมฆ หนังได้เน้นความสำคัญของคนสองคนนี้มากในหลาย ๆ ตอน จนทำให้เรื่องราวของเมฆและอิฐลดความสำคัญและขาดหายไป
ถึงหนังเรื่องนี้จะมีผู้ชายโชว์กล้ามจูบกัน แต่ผมไม่คิดว่าเกย์ทุกคนจะชอบหนังเรื่องนี้ ถ้าหากจะมองว่าผู้กำกับพยายามตามรอยความสำเร็จของ Brokeback Mountain หนังชายรักชายเรื่องดัง ที่ได้รับความสำเร็จในทุกๆ ทาง แต่อังลีพยายามทำหนังรักที่มีเรื่องราวที่ดี ลึกซึ้งและกินใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปใน เพื่อน กูรักมึงว่ะ |