สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ประวัติหนังไทย
ประวัติหนังไทย
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ
8E88 แฟนลั้ลลา
ลุงบุญมีระลึกชาติ
โปรแกรมหน้า
บุญชูจะอยู่ในใจเสมอ
เจ้านกกระจอก
น้ำตาลแดง
กวน มึน โฮ
สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก
หลวงพี่เท่ง 3
สมานฉัน
Color's Love
ไม่มีคำตอบจากปากเซ
POPULAR
10 หนังที่เปลี่ยนประวัติ
ศาสตร์หนังไทยในต่างแดน
   
Fireball
  LINK : แคแรคเตอร์ตัวละครและเหตุผลที่ผู้กำกับเลือก
   
 

 


เสนอ 
PRESENT         

บางกอก ฟิล์มสตูดิโอ และ อาดามัส เวิลด์
BANGKOK FILMSTUDIO AND ADAMAS WORLD 

ดำเนินงานสร้างโดย   
PRODUCTION      
ฟ. ฟิล์ม
FORFILMS
ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร
EXECUTIVE  PRODUCER 
สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง
SANGAR  CHATCHAIRUNGRUANG
ผู้อำนวยการสร้าง
PRODUCER
อดิเรก วัฏลีลา (อังเคิล)
UNCLE
ร่วมอำนวยการสร้าง         
ASSOCIATE PRODUCER  
กิตติวัฒน์ มโนสุทธิ, สานิตย์ หวังวิชา, ศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์
Kittiwat Manosutthi, Sanit Wangvichar, Sirisak Koshpasharin
ผู้กำกับภาพยนตร์
DIRECTOR 
ธนกร พงษ์สุวรรณ
Thanakorn Pongsuwan
กำกับภาพ 
DIRECTOR OF PHOTOGRAPHY
ธีระวัฒน์ รุจินธรรม, วรรธนะ วันชูเพลา, สันติพงศ์ ไวว่อง
Teerawat Rujeenatham, Vardhana Vunchuplou, Suntipong Waiwong
บทภาพยนตร์
SCREENPLAY
ธนกร พงษ์สุวรรณ, เกียรติ ศงสนันทน์, ทวีวัฒน์ วันทา , อังเคิล
Thanakorn Pongsuwan, Kiat Sansanandana, Taweewat Wantha, UNCLE
ลำดับภาพ
EDITED
ัศักดิ์นคร เนตรหาญ และ อังเคิล
Saknakorn Nethan & UNCLE
ออกแบบงานสร้าง 

วรากร พูนสวัสดิ์
ออกแบบการต่อสู้   แผงฤทธิ์ แสงชา
นักแสดง



ปรีติ บารมีอนันต์ (แบงค์ วงแคลช), แซม เกษม,
คณุตรา ชูช่วยสุวรรณ, ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล, อรุชา โตสวัสดิ์, กัมปนาท อั้งสูงเนิน, อณุวัฒ แซ่เจ๊า, กานต์ณัฐ เสมอใจ, วันชาติ ชุณห์ศรี, โกวิทย์ วัฒนกุล, สุเชาว์ พงษ์วิไล

 

 

เรื่องย่อ

ไท ชายหนุ่มที่เพิ่งหลุดจากคดีมาได้ด้วยการวิ่งเต้นของ แทน พี่ชายฝาแฝด แต่เมื่อไทพ้นโทษออกมาได้  เขาพบว่าพี่ชายของเขาบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นโคม่า ไท ได้รับรู้เรื่องราวจาก แป้ง แฟนสาวของแทน ว่าพี่ชายของเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายบางอย่าง เพราะต้องการหาเงินมาช่วยสู้คดีให้เขา ไท รู้สึกผิดที่มีส่วนในการทำให้พี่ชายต้องเป็นแบบนี้ จึงออกสืบหาข้อมูลว่า เกิดอะไรขึ้นกับแทนกันแน่ ในที่สุด ไท ได้เข้ามาสู่วงการแข่งบาสเถื่อน ซึ่งเป็นเกมการพนันใต้ดินที่มีผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลังอยู่ เมื่อไทต้องการรู้ให้ได้ว่าใครหรืออะไรคือต้นเหตุให้ แทน พี่ชายของเขาต้องมานอนไม่ได้สติอย่างที่เป็นอยู่ เขาจึงเข้าร่วมทีม “ไฟร์บอล” ของ เฮียเด่น ที่มี สิงห์ เค อิก และ หมึก อยู่ในทีม ซึ่งกว่าที่ไทจะได้รู้ความจริงทั้งหมด เขาต้องแลกด้วยอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งอาจรวมถึง “ชีวิต” ของเขาเองด้วย 

Tai gets out of jail and discovers that his twin brother Tan has been in coma for the past year. Tan had entered the world of Fireball, a violent game based on basketball hosted by underground criminal gangs, so as to raise the money for Tai's early release. However, he was brutally beaten by another player, Tun. Tai agrees to join Dens team so that he can track down the man who hospitalized his brother.

Tai is befriended by his teammates: Singh, a Thai boxing champion who wants to prove that he is the best Muk, a Thai-African guy who needs money to support his family IQ, a cheerful character who only wants to help his mother and K, an old friend of Tan who has a mysterious past. He and his teammates must risk their lives and fight their way to the final round of the deadly Fireball championships so that Tai can avenge his brother on the court.


Executive Producer's Note

ท่ามกลางกระแสตลาดหนังไทยที่มีการผกผันตลอดเวลา บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ เป็นบริษัทหนังเลือดใหม่แต่หน้าเก่าและฝีมือเก๋า  ซึ่งเป็นการกลับมาผนึกกำลังกันอีกครั้งระหว่าง 2 โปรดิวเซอร์ชื่อดัง สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง และ อังเคิล อดิเรก วัฏลีลา ซึ่งเคยมีผลงานสร้างชื่อไว้มากมายในอดีต อย่าง ฟ้าทะลายโจร, บางกอกแดนเจอรัส, พรางชมพู, บางระจัน รวมทั้ง ทวิภพ โดยสร้างหนังไทยคุณภาพระดับบิ๊กให้แก่วงการภาพยนตร์ไทยเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ในนาม  บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ ได้มีการเตรียมงานและวางแผนกันมาเป็นเวลานานนับปี จนกระทั่งมีภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นงานเปิดตัว  ได้แก่ “ท้า/ชน” ภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มดี ที่ลงทุนสร้างกว่า 45 ล้านบาท มาเป็นหัวขบวนของบริษัท ซึ่งนับแต่นี้ บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ จะผลิตผลงานภาพยนตร์คุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

สง่า  ฉัตรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของ บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ เผยถึงการฟอร์มตัวครั้งใหม่นี้ว่า “หลังจากที่เราขาดช่วงไประยะหนึ่งจากการทำหนังที่ฟิล์มบางกอก ซึ่งตอนนั้นเราได้ทำสิ่งใหม่ๆขึ้นในวงการ  คือ การนำหนังไทยออกไปสู่ตลาดเมืองนอก   ก่อนหน้านั้นก็มีไม่กี่เรื่องที่ไปขายเมืองนอกมาจริง ๆ
ตอนนั้นเรามีภาพยนตร์ฟอร์มดีอย่าง บางกอกแดนเจอรัส, ฟ้าทะลายโจร ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้ทำรายได้ไม่สูงมากนักในตลาดเมืองไทย  แต่สามารถไปสร้างรายได้เรียกทุนคืนจากตลาดต่างประเทศอย่างน่าพอใจ  ทำให้หนังไทยเริ่มเป็นที่รู้จัก ซึ่งพอฟิล์มบางกอกหยุดไประยะหนึ่ง  เราก็รู้สึกเสียดายกับสิ่งที่เราสร้างกันขึ้นมา ซึ่งพอเราต่างคนต่างแยกไปทำงานอย่างอื่น  ผมไปทำ แม็ทชิ่ง โมชั่น พิคเจอร์ส ส่วนคุณอังเคิลไปทำโปรดักชั่นเฮ้าส์ผลิตหนังของตัวเอง  ผมมีความคิดว่า การสร้างภาพยนตร์  ถ้าเรามีวิธีคิด วิธีบริหารที่ดีธุรกิจภาพยนตร์ก็ไม่ใช่งานที่มีแต่ความเสี่ยง เรารู้สึกว่า ถ้าเราบริหารความเสี่ยงของมันได้ โดยการที่เราหาโปรเจ็กต์ที่มีการตลาด  แล้วเรากำหนดได้ว่า มันจะไปทิศทางไหน ตลาดไทยหรือตลาดเทศ ซึ่งถ้าสรุปตรงนี้ได้  มันก็จะเป็นมุมหนึ่งในการโปรดิวซ์หนัง”

 

“ผมรู้สึกว่าการโปรดิวซ์หนังในบ้านเรา ก็ยังเป็นแบบเดิมอยู่ คือ เป็นระบบที่คนที่มีโปรเจ็กต์ภาพยนตร์เดินไปหาคนลงทุน แล้วคนลงทุนก็ให้เงินมาทำ คนลงทุนได้หนังมาเรื่องหนึ่งก็ไปเสี่ยงเอา ถ้าหนังขาดทุนก็อยู่ที่ตรงนั้น มันไม่มีความรู้สึกร่วมกัน  มันน่าจะเริ่มต้นที่ทำโปรเจ็กต์ให้มันดี  แล้วทำให้มันมีกำไรในตอนสุดท้าย  ซึ่งกำไรสุดท้ายก็คือ คำตอบของผลประโยชน์ระหว่างผู้ลงทุนกับคนทำหนังด้วยกัน อันนี้ก็เป็นมุมมองที่สากลทั่วโลก เขาโปรดิวซ์ภาพยนตร์กัน  แต่ในเมืองไทยมันไม่เป็นอย่างนั้น”

สง่า กำลังพูดถึงโมเดลการทำหนังในแนวใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นระบบสากลที่นานาชาติปฏิบัติกันอยู่ ซึ่งในการสร้างงานแบบนี้ จะทำให้ผู้สร้างหนังไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์ยังคงมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของงานอยู่ได้ ในขณะที่บทบาทของผู้ลงทุนก็ยังมีความชัดเจนในตัวเองทางด้านผลประโยชน์ 

“เมื่อสักปี 2000 เราได้เริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย คือ การเอาหนังไทยไปขายในตลาดเมืองนอก มาถึงวันนี้ เราจึงคิดเริ่มทำระบบโปรดิวซ์ภาพยนตร์จริง ๆ ที่มันเหมือนกับต่างประเทศเขาทำกัน ถ้ามันสำเร็จ ก็อาจจะเป็นแบบอย่างให้อีกหลายคนได้ทำแบบนี้กันต่อไป แล้วคนก็จะเริ่มมองหาโปรเจ็กต์ดี ๆ ทำให้หนังมีคุณภาพหลากหลายขึ้น และเป็นหนังที่มีการตลาดรองรับอยู่จริงๆ”

“แต่ว่าอันนี้เราไม่ได้หมายถึงว่า เราทำแต่หนังเอาใจตลาดนะ เราทำศิลปภาพยนตร์นี่ละ แต่เราต้องหาตลาดให้มันด้วย เพราะลำพังแค่ตลาดในประเทศเราคงไม่สามารถทำหนังให้หลากหลายได้

สง่า พูดถึง แนวทางการทำหนังแนวใหม่ที่รวบรวมเงินทุนมาจากแหล่งต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นหนังที่ตอบโจทย์สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับที่ได้ทำหนังในแนวทางของตัวเอง ทีมผลิตได้สร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันผลงานก็ยังมีตลาดรองรับ

“ซึ่งเราจะเป็นคนการันตีความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน เขาก็จะง่ายขึ้น  แล้วเราจะมีการพรีเซล (Pre-sell)  ล่วงหน้า  แต่การพรีเซลนี้ต้องอยู่ในระบบที่ดี  เพราะก็มีหนังหลายเรื่องที่ถึงจะพรีเซลแล้ว สุดท้ายก็ต้องยกเลิกไปเหมือนกัน  เพราะว่าไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่วางไว้แต่แรกได้ ดังนั้นเราต้องมีทีมจัดการที่ดี มีงานสร้างที่มีคุณภาพ และสามารถผลิตออกมาได้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ด้วย”

สำหรับคนที่จะมาช่วยสานฝันในส่วนนี้ก็คือ โปรดิวเซอร์ ที่มีความช่ำชอง ซึ่งสำหรับผลงานเรื่องแรกของ บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ แน่นอนที่สุด โปรดิวเซอร์จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก อังเคิล อดิเรก วัฎลีลา 

 

“คนแรกที่ผมมองเลยคือ พี่อังเคิล ตอนฟิล์มบางกอก พี่อังเคิลก็ได้ให้โอกาสผมมา ซึ่งเขาก็เปิดโอกาสให้เราได้เอาหนังไปขาย แล้วสร้างระบบการขาย เรียนรู้วิธีการดีลต่าง ๆ นานาขึ้นมา ทีนี้พอเราจะกลับมาทำอีกครั้ง ก็นึกถึงพี่อังเคิล พอเป็นทีมเดิมมารวมกัน ก็เลยตั้งชื่อ บางกอกฟิล์มสตูดิโอ นี้ขึ้นมาเพื่อให้มีกลิ่นเดิม ๆ”


อังเคิล เสริมในส่วนของการบริหารงานสร้างว่า “เราก็ทำเหมือนกับที่สากลเขาทำกันนะ คือคนทำงานมีโอกาสเป็นเจ้าของงานด้วย ได้ลิขสิทธิ์ ซึ่งในเมืองนอกเขาจะเป็นอย่างนี้กันทุกประเทศ สตูดิโอจะแค่ได้สิทธิ์ในการจัดจำหน่าย ผู้ลงทุนก็รับต้นทุนบวกกำไรกลับไปตามที่ตกลง เท่านั้นจบ แต่ลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ยังเป็นของโปรดิวเซอร์  ทีนี้เราจะทำงานกับต่างชาติก็ต้องทำระบบให้เหมือนกันไม่งั้นก็คุยกันไม่จบ   อีกอย่างหนึ่งด้วยสถานการณ์การลงทุนทำหนังในเมืองไทยตอนนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก นักลงทุนไม่ค่อยกล้าเสี่ยง เราจะทำอย่างไรให้มีผลงานภาพยนตร์ออกมาได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย  เราเลยลองหันมาทำงานแบบที่ระบบสากลเขาทำกัน  เริ่มต้นด้วยเวลาเราจะทำโปรเจ็กต์ภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่แค่มั่นใจแล้วก็ทำเลย เพราะนั่นเท่ากับว่าเราต้องไปเหวี่ยงแหเสี่ยงดวงกันทุกครั้งได้บ้างไม่ได้บ้างจนมีการพูดกันว่าทำหนังก็เหมือนซื้อหวยเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ มันทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่โตทั้งๆที่คนในวงการนี้ก็มีความสามารถจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมานานแล้ว ทำอย่างไรคนทำงานถึงจะเดินอยู่ได้บนอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้ด้วยความมั่นคง และทำให้ธุรกิจภาพยนตร์ไทยเติบโตในตลาดนานาชาติได้มากกว่านี้”

ซึ่งนั่นหมายความว่า บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ มีความต้องการที่จะขยายฐานในส่วนของตลาดต่างประเทศมากขึ้น “ผมคิดว่าเรามองที่ตลาดต่างประเทศมากกว่าสำหรับภาพยนตร์โปรเจ็กต์แรก “ท้า/ชน” นี้  แต่สำหรับบางโปรเจ็กต์ก็อาจจะมองในตลาดเมืองไทยก่อนก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความเป็นไปได้”  อังเคิลเผยถึงการวางตลาดให้กับ “ท้า/ชน”            

“บริษัทนี้มันเหมือนเป็นภาคสองของฟิล์มบางกอกนะ แต่ว่าเราจะทำให้มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น พยายามให้มันจับต้องได้จริงยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ ภาคที่แล้วเราไม่ได้ผิดพลาดนะ เราทำให้นานาชาติรู้จักฟิล์มบางกอกไว้เยอะเหมือนกัน เหมือนกับหว่านพืชไปรดน้ำพรวนดินแล้วแต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว กับภาคสองนี้ถ้าเราทำสำเร็จมีคนเห็นคุณค่าและสนับสนุน เราก็จะมีโอกาสพัฒนา ทั้งเนื้อหา ทั้งงานสร้างให้หลากหลายและดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิมได้อีก เราต้องการแค่โอกาสเพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของเรามีทางเป็นจริงได้”

เมื่อได้โปรดิวเซอร์แล้ว ผู้กำกับที่จะมาสร้างผลงานเปิดตัวเรื่องแรกของบริษัทก็มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน ด้วยความที่ บางกอกฟิล์ม สตูดิโอ มีความตั้งใจที่จะทำตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ดังนั้นคุณภาพทางด้านงานสร้าง ไม่เพียงแต่จะเป็นที่เตะตาของคนไทยเท่านั้น งานของผู้กำกับคนนี้ยังต้องเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติอีกด้วย  ซึ่งคนที่มาสานต่องานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ บางกอกฟิล์มสตูดิโอ ก็คือ  ธนกร พงษ์สุวรรณ (อั๋น) อดีตลูกหม้อของ อังเคิล ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายยุคสมัย ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการหนังไทยสมัยที่อังเคิลดูแลอยู่ที่อาร์เอสฟิล์ม จนกระทั่งได้มาร่วมทีมกับฟิล์มบางกอกในหนังหลายเรื่องในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับฯ ให้กับหนังคุณภาพอย่าง “บางกอกแดนเจอรัส” และ “โกลคลับ เกมล้มโต๊ะฯลฯ”



“ซึ่งตัวธนกรเองก็เคยทำงานร่วมกับพี่อังเคิลมานานแล้ว เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ เรียว กิตติกร ก็หลายเรื่อง  เป็นคนหนุ่มที่มีวิช่วลที่ดี  มีมุมมองด้านภาพใหม่ๆ  แต่ก็ยังมีความเป็นไทยอยู่ในเนื้องานสูง ซึ่งถ้าหนังทำให้คนต่างชาติที่ได้ดูจะรู้สึกได้ถึงความเป็นหนังไทย หนังก็จะได้รับความสนใจ คือ ปกติเมืองนอกเขาจะไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เราพยายามทำให้มันเหมือนฮอลลีวู้ด  ถ้าเขาอยากดูหนังแบบฮอลลีวู้ด  เขาก็ไปซื้อหนังแบบนั้นไปเลยดีกว่า  เพราะถึงอย่างไรคนไทยก็ทำสู้ฮอลลีวู้ดไม่ได้ ด้วยประสบการณ์ ด้วยวิธีคิด  ด้วยทุนสร้างและทีมงานต่างๆ นาๆ เราก็ไม่ได้พร้อมเท่าเขา” สง่ากล่าว 

“ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า ธนกร เขามีคุณสมบัติที่ครบถ้วนในส่วนนี้ ก็เลยได้มาร่วมทีมกันและเขาจึงเป็นเบอร์แรกของโปรเจ็กต์บริษัทเรา มันก็เลยเป็นสูตรขึ้นมาว่า ผมก็มองในมุมธุรกิจและการตลาดไปพี่อังเคิลก็มาโปรดิวซ์งานทั้งหมด ให้มันได้คุณภาพ ตามงบประมาณที่เหมาะสม ส่วนอั๋น ธนกรก็บรรเจิดในวิช่วลของเขาไป ทำในสิ่งที่ตนเองมองเห็นและสิ่งเป็นอยู่ให้มันมีคุณภาพ” สง่า ตบท้าย

สง่ากล่าวว่า การที่เขาเลือกหนังแอ็คชั่นเป็นโปรเจ็กต์เบิกโรง เพราะว่า “ผมรู้สึกว่าตลาดหนังแอ็คชั่นไทยยังว่างอยู่  หลังจาก “องค์บาก” แล้ว ไม่มีภาพยนตร์ไทยแนวนี้ออกมาต่อเนื่อง ในตลาดต่างประเทศเขาก็มองหาโปรแจ็กต์แบบนี้อยู่ มันมีไม่มากพอ เราจึงเริ่มเตรียมคนของเราขึ้นมาสำหรับเป้าหมายนี้ อย่าง เฉินหลง เป็นดาราหนังแอ็คชั่น  แต่ในฮ่องกงยังมีคนอื่นอีก มีเจ็ทลี มีโจวชิงฉือ ถ้าเรามีร่องที่ชัดเจนให้กับนักแสดงแอ็คชั่นของเรา   ผมเชื่อว่า มันยังมีพื้นที่ให้เขาอยู่  ผลสุดท้ายมันจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่ตัวโปรเจ็กต์เอง  เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังฟูเหมือนกันไปหมด แต่ละคนก็มีสไตล์ของตัวเอง อย่าง ทอม ครูส ก็ไม่ใช่ดาราแอ็คชั่น  แต่เขาคือนักแสดงที่เข้าถึงอารมณ์หนังแอ็คชั่นถ้ามันมีเรื่องราวที่ซัพพอร์ตเขา มีเรื่องราวที่ทำให้คนดูเชื่อจริง ๆ คนดูก็ยอมรับได้  เราก็หาคอนเซ็ปต์  และพยายามทำหนังให้ไปในมุมที่คนเขาอยากเห็น ในขณะเดียวกันก็ซัพพอร์ตความต้องการของทีมสร้างด้วย”  

อังเคิล พูดถึงโปรเจ็กต์แรกซึ่งเป็นหนังแอ็คชั่นว่า “ก็เป็นอีกหนึ่งหนังแอ๊คชั่นจากประเทศไทยหลังจากที่ “องค์บาก” ไปเปิดตลาดไว้ก็คงไม่ยากสำหรับการที่เราจะเอา “ท้า/ชน (FIRE BALL)” ไปเจาะตลาดต่างประเทศ แต่เราก็ต้องพยายามทำอะไรที่แตกต่างออกไปด้วย ”  

 

Director’s Note

 

ธนกร  เล่าที่มาว่า  “ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่สง่ามานานมากแล้ว สักประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา เราก็เริ่มพูดคุยเรื่องการทำหนังกันมาเรื่อยๆ  ตั้งแต่พี่สง่าอยู่ที่แม็ทชิ่งโมชั่นพิคเจอร์ในช่วงปลายๆ  จนมาถึงโปรเจ็กต์นี้ในที่สุด  “ท้า/ชน”  เริ่มมาจากพี่สง่าไปคุยกับคนโน้นคนนี้ แล้วก็เริ่มเบรนสตรอมจากการแข่งบาสเก็ตบอลในสนามก็จะดูเป็นหนังกีฬาเกินไป  จนมาแข่งนอกสนาม และมีการพูดคุยกันไปจนถึงพี่สง่าคิดออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ว่า มวยไทยผสมผสานกับกีฬาบาสเก็ตบอล  ทำอย่างไรก็ได้ให้ชู้ทลูกบาสลงห่วงแล้วชนะ คือให้ดูง่าย ๆ เล่นบาสไม่เป็นก็ดูรู้เรื่อง พอพี่สง่าสรุปมาถึงตรงนี้แล้ว ก็มีอั๋นเข้ามารับไม้ต่อโปรเจ็กต์นี้อีกทีหนึ่ง”   

ธนกร  พงษ์สุวรรณ พูดถึงแนวทางของภาพยนตร์ “ท้า/ชน” รวมทั้งความยากง่ายในการทำงานว่า“เรื่องนี้ก็เป็นงานที่ผมทำแล้วชอบ  ทำแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด  ผมอยากจะทำหนังแอ็คชั่นแบบที่สากลเขาทำกัน ก็เลยมาลงตัวกันในจุดนี้ที่หนังเป็น คือศักยภาพของโปรเจ็กต์นี้มันมีความน่าสนใจคือ เป็นหนังแอ็คชั่นที่ดี และสามารถตอบโจทย์ทางการตลาดได้ด้วย”

“สำหรับการถ่ายทำ จากเรื่องที่ผ่านมาของผมอย่าง “โอปปาติก” จะมีการเซ็ตติ้งเยอะมาก แอ็คชั่นก็จะยิงกัน อันนี้เป็นแอ็คชั่นศิลปะการต่อสู้มวยไทยผสมลีลาบาสเก็ตบอลเข้าไป  มูฟเม้นท์ในการถ่ายแอ็คชั่นมันจะซับซ้อนกว่า บวกกับความเป็นดราม่าของเรื่องด้วย”

“ธีมหนังของ “ท้า/ชน”มีอยู่ว่า มนุษย์เราจะมีแบบทดสอบอันโหดร้ายที่ให้เราต้องแก้ไขกันไป หนังก็จะพาตัวละครไปพบกับเรื่องราวต่างๆ  ผมเลยใช้ลักษณะแบบว่า เน้นที่การกำกับตัวละครเป็นหลัก แล้วให้กล้องตามเพื่อให้ได้มูฟเม้นท์ตามอารมณ์ และโจทย์ของหนังแอ็คชั่นดราม่า เรื่องนี้น่าจะเป็นโจทย์ที่ทำให้ผมพัฒนาขึ้นมาอีกขั้น เรียกว่ายากกว่าเดิม แล้วงานแอ็คชั่นในหนังเรื่องนี้ก็ยากขึ้น มีคิวบู๊ที่ท้าทายการกำกับพอสมควร”


 

“ทำไมถึงเป็น แบงค์ วงแคลช หรือครับ??  เนื่องจากธีมของพระเอก  การมาของตัวละคร ผมยังอิงอยู่กับคาแร็คเตอร์ พอจะเลือกคนที่ลงตัวกับบท  ผมก็มานึกถึงแบงค์เพราะเหมาะสมและน่าเชื่อถือ ซึ่งพอเจอตัวจริง ผมยิ่งรู้สึกว่าวิธีการทำงานมันคล้ายกันคือ แบงค์บอกว่า บทยังไม่ต้องอ่านหรอกพี่ คุยกันก่อน ว่าวิธีคิดการทำงานไปด้วยกันได้มั้ย มีวิธีคิดอย่างไร   ทีนี้พอวิธีคิดมันลงตัวปั๊บ ก็มาทำงานกัน เราก็คุยกันแบบเปิดใจกัน ... พอหลังจากที่โอเค ก็มาอ่านบทกัน แบงค์จะเป็นคนแบบว่า ถ้าอยากร่วมงานกัน ก็ให้เวลาในการทำงานกันมาก ไม่ซับซ้อนมาก พูดคุยเนื้อหากันจนลงตัว  ประกอบกับเวลาลงตัวกันพอดี จึงได้มาทำงานกัน” 

“ด้วยความที่แบงค์ไม่ใช่นักแสดงแอ็คชั่นมาก่อน แรกๆ ก็หนักใจ เรามีการทดสอบคิวบู๊ พอเริ่มฝึกในช่วงแรกก็เป็นห่วง  แต่พอหลังจากฝึกไปสักพักก็เริ่มเข้าที่ ผมรู้สึกดีมากเลย  อยากให้ดูในหนัง ผมถือว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่เล่นคิวบู๊ได้ดีเกินคาด อันนี้ก็ต้องยอมรับครับ  การเตรียมพร้อมของแบงค์ เขาก็ฟิตร่างกายเยอะ มีการเตรียมพร้อมที่จะรับสภาพกับการถ่ายหนังแอ็คชั่น เพราะเขาอยากให้การกลับมาในงานหนังครั้งนี้สำหรับแฟนคลับเขาด้วย  เพื่อตัวเขาเองด้วย”

“ความคล้ายคลึงกันอีกอย่างสำหรับ โปรเจ็กต์ , ตัวผู้กำกับ และ นักแสดงนำก็คือ ความเป็นดราม่า “คือเพลงของวงแคลชทุกเพลงนี่มันดราม่าหมด  แบงค์ก็ไม่ใช่แค่นักร้อง  เขาเป็นคนเขียนเพลงด้วย ถึงจะร็อคยังไงก็ตาม มันร้องออกมาดราม่า โทนดราม่า เป็นเรื่องลึกซึ้งกินใจ ความรัก เอาโมเม้นต์หนึ่งของชีวิตมาทำเป็นเพลง โดยส่วนตัวทั้งผมและแบงค์คิดเหมือนกันน่ะ  ก็คือเราทางเดียวกัน”   

 

 

“จุดเด่นในหนังเรื่องนี้  คือ ตัวหนังเป็นดราม่า-แอ็คชั่นที่ร่วมสมัย และมีคอนเซ็ปต์ที่ดี  และวิธีการดำเนินเรื่องที่ไม่ซับซ้อน  เป็นการเล่าเรื่องจาก 1ไป 10 ที่แข็งแรงดูง่ายแต่มีคุณภาพในแง่งานสร้าง และการทำบทที่เรามีการรีเสิร์ชและคิดกันมาก  นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทำบทร่วมกับ ผู้กำกับที่มีฝีมือ มีสไตล์ และเข้าใจทางของหนังเป็นอย่างดีอย่าง เกียรติ ศงสนันทน์ (ร่วมกำกับ “สยิว” กับ คงเดช  จาตุรันต์รัศมี)  และ ทวีวัฒน์ วันทา ( ขุนกระบี่ ผีระบาด, อสุจ๊าก  และ เด็กโข่ง)   ซึ่งพอมาร่วมงานกันครั้งแรกรู้สึกว่า เรามีทิศทางการดูหนัง ชอบหนัง ที่คล้ายคลึงกันอยู่ และก็อยากจะสร้างอะไรใหม่ๆด้วยกัน เรื่องนี้เราเขียนบทกันอยู่ครึ่งปี  นอกจากนี้ยังมีพี่อังเคิล มาช่วยตบท้ายในส่วนของบทภาพยนตร์ ในแง่ของวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยครับ ต้องขอบคุณปรมาจารย์อย่างพี่อังเคิลไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับ “ท้า/ชน” ผมอยากจะทำหนังแอ็คชั่นดี ๆ แบบที่สากลเขาทำกัน คือ มีคิวแอ็คชั่นที่ดูน่าเชื่อและเรื่องราวที่ลงตัว หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังแอ็คชั่นที่ผสมผสานกับความเป็นดราม่าที่เข้มข้น

“ท้า/ชน” เป็นแอ็คชั่นผสมกับดราม่า ที่มีสัดส่วนในระดับที่เท่ากัน ผมอยากได้ดราม่าที่ให้ความรู้สึกเร้าอารมณ์ ความเข้มข้นของความรู้สึกในความเป็นมนุษย์  

หนังเรื่องนี้ มี ธีม อยู่ว่า มนุษย์ทุกคนในโลกเรามันมีโจทย์ให้ต้องทดสอบ มีความโหดร้ายที่เราต้องแก้ไขและผ่านมันไปให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ  

movement ในการถ่ายทำแอ็คชั่นก็ซับซ้อนกว่าเรื่องก่อนๆ ที่ผมเคยกำกับ เพราะว่ามันเป็นแอ็คชั่นแบบชกกัน ไม่ใช่ยิงกัน ทีนี้มูฟเม้นท์ของกล้องก็จะแตกต่างออกไปด้วย และเมื่อซีนที่หนังมีเนื้อหาเร้าอารมณ์ มันก็เลยกลับมาเน้นที่การกำกับเป็นหลัก แล้วเอากล้องตาม จะทำอย่างไรให้หนังมันสื่ออารมณ์ของตัวละครในเรื่องให้ได้มากที่สุดเท่าที่พื้นที่ของหนังแอ็คชั่นจะให้ได้ ตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากให้มันดูสมจริง ให้คนดูรู้สึกเข้าใกล้ตัวละครและเรื่องราวของหนัง รวมถึงฉากต่อสู้ที่มันยากขึ้น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ท้าทายพอสมควร

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.