สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

สัมภาษณ์ ปรัชญา ปิ่นแก้ว - ผู้สร้างตำนานหนังมวยไทยในตลาดโลก

 

สัมภาษณ์โดย อัญชลี ชัยวรพร (ใช้สำหรับตีพิมพ์ในงาน Kicks of Fury - Muay Thai Tribute เทศกาลหนังอูดิเน่ อิตาลี)

  ©all rights reserved
   
 

 

หนังบู๊ไทยมันตายไปแล้ว  ตอนนั้นเกิดไอเดียอะไรถึงจับมันมาทำใหม่  จนทำให้หนังไทยได้จารึกในประวัติศาสตร์หนังโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณปรัชญา เริ่มจากกำกับหนังแนวอื่นมาก่อน  อาทิ หนังวัยรุ่น  ไม่เคยทำหนังแอ็คชั่นหรือหนังบู้เลย

ตอนที่เริ่มหันมาทำหนังไทยเต็มตัวนั้น  ตอนนั้นเป็นยุคหนังไทยตกต่ำจริง ๆ เหลือหนังเพียงปีละ 5-6 เรื่อง  จะหาคนมาลงทุนหนังไทยก็ยากมาก  จริง ๆ ก็มีหลายไอเดีย  อยากทำหนังหลาย ๆ แนว  แต่มีแอ็คชั่นนี้แหล่ะที่อยากทำให้เป็นแอ็คชั่นแบบไทย ๆ เป็นแบบสมัยใหม่ ก็ได้เจอคุณพันนา  ได้คุยกันเยอะ  เขาพูดถึงเด็กคนหนึ่งเก่งมาก  แต่ว่าเป็นมวยจีน  ผมคิดว่าถ้าเป็นมวยจีนมันไม่เด่น  มันต้องมีอะไรใหม่    พันนาก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นมวยไทย    พอลองดูแล้ว  มันใช่  ก็เลยมั่นใจโปรเจ็คนี้มาก  ก็เลยฝากชีวิตไว้กับโปรเจ็คนี้  ก็คือ ถ้าใครไม่เอาโปรเจ็คนี้  เราก็ไม่เอาด้วย  ไปเลย

ตอนนั้นผมอยู่แกรมมี่ 3 ปีเพื่อที่จะทำหนัง  อยู่อีกแผนก Megahead  ไม่ใช่แกรมมี่ฟิลม์  จะทำหนังอีกอย่าง  ทำให้ผมไม่มีหนังที่นั่นเลย  ทำแต่มิวสิควีดีโออยู่ด้วย  พอดีเรื่ององค์บาก  อากู๋มองไม่เหมือนกับเรา  เราก็เลยออกมา  แล้วมาคุยกับสหมงคลฟิลม์  เขาเอา  เราก็เลยมา

แล้วได้โปรดิวซ์อะไรบ้างไหม
ไม่ได้ทำเลย  เกือบจะได้ทำ O Negative  เขาเสนอกับทางแกรมมี่ฟิลม์  แต่ก็ไม่ได้ทำสักที  เขาก็เลยมาเสนอกับผม  ผมก็เสนอไปพร้อม ๆ กับหลายไอเดีย  โปรเจ็คนี้ผ่าน  แต่ผมบอกต้อม ยุทธเลิศว่า ขอให้เป็นโปรเจ็คที่สองที่ผมทำกับแกรมมี่  เรื่องแรกที่ทำกับที่่นั่น  ผมอยากให้มัน success มากกว่านั้นในเรื่องตลาด  เรื่องรายได้  แต่ต้อม ยุทธเลิศใจร้อน  ก็ไปเสนอกับคุณวิสูตร  จังหวะนั้น  พี่หง่าวก็เอา  ผมก็เลยโอเค  ไม่เป็นไร  แกรมมี่เหมือนกัน

คิดอย่างไรถึงมาจับตรงนี้  ทำไมไม่จับหนังผี  หนังตลก
จริง ๆ ตอนนั้นมีหลายไอเดีย  คือ ผมอยู่อาร์เอสมาเก้าปี  ได้รับการปลูกมาทาง marketing ค่อนข้างเยอะ  ส่วนตัวผมก็ไม่ปฎิเสธเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว   เราชอบทำหนังที่มีคนสนใจเยอะ ๆ   ถ้าผมคิดจะทำหนังรัก  หนังรักของผมก็ต้องมีคนสนใจแน่ ๆ ถ้าจะคิดทำหนังผี  ก็ต้องมั่นใจว่าคนสนใจแน่ ๆ

ตอนนั้นที่คิดโปรเจ็คหนัง "องค์บาก"    ผมก็ถือโปรเจ็ค "999 ต่อติดตาย" ไว้ด้วยเหมือนกัน  แล้วก็มั่นใจว่ามันโดนแน่ ๆ  แล้วก็มีโปรเจ็ค "กระสือ 2000” ซึ่งก็เป็นกระสือสมัยใหม่   แต่โปรเจ็คนี้ก็พับไป  ทุกไอเดียผมมั่นใจว่าจะต้องโดนตลาด

ตอนแรกที่พี่ทำให้อาร์เอส  ก็ถือว่าได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับวงการหนังไทยเหมือนกัน  จากนั้นก็ทำหนังสองเรื่อง  พอวงการหนังวัยรุ่นตกต่ำ  พี่ก็หายไป  กลับมาดังเปรี้ยงปร้างอีกครั้ง  ก็มาเป็นหนัง"องค์บาก"  จะบอกได้ไหมคะว่า ถ้าไม่มีคุณปรัชญา  หนังแอ็คชั่นก็ไม่ได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์หนังโลกแบบนี้  เพราะคุณพันนา  แกมีฝีมือ  แต่ไม่มีพลัง
ผมก็ยอมรับว่า มันผสมมุมมองผมเข้าไป  ถ้าจะบอกว่า ถ้าไม่มีผม  มันก็เป็นไปได้ที่อาจจะมีคนคิดเหมือนกัน  หรืออาจจะไม่มีก็ได้  แต่ผมคิดว่า ถ้ามีพันนากับจาเก่งขนาดนี้  ก็มีทางเป้นไปได้  ตอนนั้นก่อนที่ผมจะเจอพันนากับจา  พันนามีความคิดว่าจะเปลี่ยนจาจากสตันท์แมนเป็นพระเอกแบบมวยจีน  ซึ่งผมคิดว่า ทำไป  ก็ไม่มีคนมองเหมือนเดิม  ก็เหมือนคนในโลกนี้หลายคนที่อยากเป็นเฉินหลง  อยากเป็นบรู๊ซลี  แต่ก็ไปไหนไม่ได้  ยิ่งถ้าเป็นคนไทย  ก็ยิ่งไม่มีคนมอง  ผมยอมรับว่า ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์ของผม  ก็คงไม่ได้เป็นอย่างนี้

 

 

จาเป็นคนไม่หล่อ  ถ้าเป็นสมัยก่อน  คงจะเป็นพระเอกไม่ได้เลย  ทำไมถึงกล้าเสี่ยงให้เขาเป็นพระเอก
ก็ผมมั่นใจในฝีมือ  บวกกับมวยไทยด้วย  ให้พวกเขาทดลองทำกัน  พอทำแล้ว  ยิ่งเห็นก็ยิ่งใช่เลย  แล้วก็รู้จิตวิทยาคนดูด้วย  กับเรื่องหน้าตา  ผมไปดูหนัง 2 เรื่อง คือ เรื่อง Taxi หนังเปิดตัวด้วยความสามารถของพระเอกในการขับรถ่งของ โชะ โชะ โชะ นานถึง 5 นาทีโดยไม่เห็นหน้า  เป็นช่วงไตเติ้ลของหนัง  พอพระเอกส่งของถึงจุดหมายปุ๊บ ก็เป็นเครดิตไตเติ้ลขึ้นมาทันที   พระเอกถอดหมวกมา  ก็เป็นคนนี้  ไม่หล่อเลย  แถมเป็นแผลเป็นใหญ่ ๆ ด้วย  ถ้าเป็นบ้านเรา  หน้าตาแบบนั้นคือกุ๊ย  แต่เรารับความสามารถเขาก่อน 

เราก็ใช้หลักเดียวกัน  ภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ต้องเปิดฉากด้วยความาสามารถของพระเอก  โดยไม่เห็นหน้าถึง5 นาที  หลังจากนั้นค่อยให้เห็นหน้า  แล้วคนจะยอมรับ

ทำไมผมคิดอย่างนั้นได้  ก็ไม่รู้  อาจจะเป็นเพราะว่า ผมเรียนรู้การทำงานขายของมาตั้งแต่อยู่ RS  ซึ่งเป็น
สถานที่สอนเรื่องการขายอย่างเข้มข้น  ขาย  ขาย   ขายอย่างเดียว  จนเราโดนด่า  สำนึกต่อสังคมไม่มีเลยหรือ  ซึ่งตอนหลังเราก็ได้เรียนรู้เรื่องการคิดเพื่อสังคม  ก็มาทีหลัง 

ทำไมถึงไปเลือกเอาคุณพันนา  ซึ่งทำแต่หนังเกรดบี  ตอนนั้นมีตัวเลือกอื่นไหม
ไม่หรอกครับ  ผมคิดถึงแต่พันนาตลอด  ผมตามงานเขาตั้งแต่อยู่ต่างจังหวัด  อาจจะเป็นเพราะผมอยู่ต่างจังหวัด  ก็เลยได้ดูงานเขาเยอะ  แรก ๆ ผมจะไม่ชอบเขา  ไอ้นี่เป็นใคร  คิดว่าตัวเองหล่อหรือ  ถึงเล่นเป็นพระเอกในช่วงหลัง ๆ ตอนแรกผมมองเขาเป็นคนหลงตัวเอง  แล้วมาดเขาบางเรื่องจะเป็นคนหยิ่ง จองหอง  คือ เขาเอาแคแรกเตอร์จากฮ่องกง  มีความหยิ่งทะนง  ทำท่าเท่มาก  แต่พอผมดูงานเขาไปเรื่อย ๆ  ผมรู้สึกคนนี้เอาจริง  แล้วผมชอบเขาจริง ๆ จากหนัง "เกิดมาลุย"  เป็นเรื่องที่เขาเสี่ยงชีวิตกันทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นพันนา หรือทีมสตั๊นท์  ผมให้ใจกับเขาไปตั้งแต่ตอนนั้น 

แต่ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสมาทำงานด้วยกัน  จนกระทั่งสิบปีต่อมา  คนแรกที่ผมนึกถึงคือพันนา  ก็ได้มานั่งคุยกัน  ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง  นำประสบการณ์ของผมกับพันนามารวมกัน แล้วไปกันได้  อีกอย่างผมกับเขาต่างเป็นคนอีสานด้วยกันทั้งคู่  พันนาขอนแก่น ผมโคราช  พอเราเปิดใจคุยกัน  มันได้อะไรมาเหมือนกัน 

ผมดูหนังพันนาตั้งแต่ตอนเรียน  เป็นหนังกลางแปลง  หนังของเขาอาละวาดอยู่แถวอีสานเยอะมาก  ผมก็ไม่รู้ว่ากรุงเทพไม่ได้ฉาย  เขาทำหนังมานานมาก  เขาแก่กว่าผมแค่ปีหรือสองปี

คุณปรัชญาเขียนบทเองหรือเปล่า 
มีคนเขียนบท  คือ ผมเป็นคนเขียนหนังสือช้าตั้งแต่เด็ก  ตั้งแต่เขียนจดหมายจีบสาว  หน้าเดียวเขียนทั้งคืน  ผมเป็นคนคิดเร็ว  แต่เขียนช้า  ทำให้การเขียนไปทำลายวิธีคิด  ทำให้กระเจิง  ไม่ไหว  ผมจะทรมาณถ้าต้องมาเขียนอะไรเยอะ ๆ  ผมทำมิวสิควีดีโอ  ซึ่งผมเขียนสคริปต็เองหมดเลย  แต่เวลาเขียน  ผมเขียนทั้งคืน  และห้ามให้ใครมายุ่ง  แต่ผมใช้เวลาคืนเดียว  ผมก็พอใจกับงานมิวสิควีดีโอทั้งหมด

แต่ผมไม่สามารถเขียนบทได้เลย  ผมก็เลยต้องมีคนเขียนบท  แต่ทุกเรื่องต้องใส่ความคิดของผมเข้าไป  ก็เลยต้องทำงานกับคนเขียนบท  ซึ่งก็ยอมรับว่าคนไทยที่เขียนบทเก่ง ๆ มีน้อยมาก  หลายเรื่องผมเห็นต่อหน้าต่อตาเลย  ว่ามันยังไม่ดี  แ่ต่ผมไม่รู้จะทำให้มันดีได้อย่างไร  อีกอย่างมันมีรายละเอียด  และผมต้องสร้างโจทย์เข้าไป  ต้องมีอย่างโน้นอย่างนี้  แต่คนเขียนไม่สามารถผสมผสานให้ผมได้  บางทีไม่เป็นที่พอใจ  แต่งานต้องทำแล้ว ทีมงานมารอแล้ว สามเดือนห้าเดือนแล้ว  ก็เลยต้องทำไป  แก้ไป  จนผลงานก็เป็นอย่างที่เห็น  บางเรื่องจะโดนคนโจมตีอย่างแรง  โดนมากที่สุดคือ ต้มยำกุ้ง  ช็อกโกแลตก็มีหน่อย  องค์บากก็มี 

ในทางกลับกัน  เวลาผมไปโปรดิวซ์ให้คนอื่น  ไปอ่านบทของคนอื่น  ผมก็สามารถอนุมัติได้  วันนี้ผมทำแอ็คชั่นมา  ผมยอมรับว่าผู้กำกับที่จะทำแอ็คชั่นได้  จะต้องมีทักษะเฉพาะทาง  และมีไม่กี่คนหรอกที่จะเข้าใจ  และสามารถทำมันได้จริง ๆ  โดยเฉพาะแอ็คชั่นประเภทศิลปะการต่อสู้  ไม่ใช่แอ็คชั่นประเภทแบบอื่น

ส่วนแอ็คชั่นประเภทศิลปะการต่อสู้นั้น  ตอนนี้มีแต่ผมกับพันนาเท่านั้นที่เข้าใจมันจริง ๆ  คนอื่นก็มีลองทำ  แต่เขาไม่เข้าใจ  ยังไม่เข้าถึง 

ส่วนเรื่องสคริปต์  คนไทยยังขาดคนที่เขียนเก่งจริง ๆ  เรามีหนังปีละ 50 เรื่อง  แต่เรามีคนเขียนบทมืออาชีพจริง ๆ และดี ๆ ไม่เกิน 5 คน  ไม่นับรวมผู้กำกับที่เขียนบทเองนะ  5 คนต่อหนัง 50 เรื่องต่อปีนั้น  มันไม่พอ  ที่เหลือก็ผู้กำกับเขียนกันเอง  บางทีก็ช่วย ๆ กันเขียน แล้วปรับไปปรับมา  สุดท้ายผู้กำกับนั่นแหล่ะก็จะโดน  ผมว่าดูจากสถิติทั่วโลก  ผู้กำกับที่เขียนบทเองไม่น่าจะเกิน 10-20% จากจำนวนผู้กำกับทั้งหมด  ศักยภาพของคนเขียนบทมืออาชีพจริง ๆ คือ ผมได้คุยกับคนทำหนังจากอเมริกา  ผมคิดว่ามันวิเศษมากถ้าได้ทำงานกับคนเขียนบทเก่ง ๆ  ถ้าเราโยนไอเดียเข้าไปให้เขา  แล้วเขาเสนอความคิดตอบกลับ  เราแค่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบ  มันควรเป็นลักษณะอย่างนั้น  ไอเดียที่ดี ๆ ในอเมริกามันกองอยู่ในสตูดิโอเยอะมาก  แต่บ้านเราไม่เป็นอย่างนั้น  เวลาคนส่งบทมาเป็นตั้ง ๆ   ไม่ว่าจะเป็นจีทีเอช  หรือที่ตัวเองเจอเอง  จากร้อยเรื่อง  บางทีใช้ได้แค่ครึ่งเรื่องก็มี  บ้านเรามันตายเรื่อง creative จริง ๆ ผมยอมรับ 

คุณจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันหนังไทยพัฒนาไปในหลาย ๆ ด้าน  แต่ส่วนที่พัฒนาช้าที่สุด คือ creative ก็เรื่องบทนี่แหล่ะ  หรือแม้แต่งานเขียน อย่างวรรณกรรม หรือนวนิยาย  มันไม่เหมาะที่จะนำมาทำเป็นหนัง  มันช้ามาก  ไม่มีอะไรใหม่  แต่เวลาไปดูหนังเมืองนอก  เรื่องไหนบอกว่ามาจากนวนิยายที่ขายดี  มันดีแน่ ๆ  เพราะมันถูกพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่เป็นหนังสือว่ามันดี  พอมาทำหนัง  มันก็สุดยอด  บางเรื่องเนื้อเรื่องดี  แต่ทำไม่ได้  เพราะถูกเซ็นเซอร์  อย่างเรื่องไชยา ผมชอบสคริปต็มาก  ตอนแรกเขาคงตั้งใจให้เป็น dramatic action  แต่พอทำไปแล้วdrama มากกว่าแอ็คชั่น  ผมยังนึกว่า ถ้าได้ร่วมงานกับ ไชยา  ได้สคริปต์ดี ๆ แบบนี้  ได้แอ็คชั่นจากผม  มันจะเป็นหนังสุดยอดเลย  Fireball นี่บทดี  แอ็คชั่นดีกว่าไชยา  และเยอะกว่า แต่ไม่ได้อะไร  ใช้เทคนิคการถ่าย แต่มันมากเกินไป  คือ เทคนิคแบบตวัดกล้อง  เหวี่ยงกล้อง  มันเหมาะกับหนังเจมส์บอนด์  แต่เขาใช้สั้น ๆ  ส่วนใหญ่หนังแอ็คชั่นที่ดาราไม่เก่งจริง หรือไม่เน้นเทคนิคการต่อสู้  คุณเอาแอ็คชั่นจังหวะสั้น ๆ ได้  แล้วใช้ตวัดกล้อง  ทำให้พระเอกดูเก่งได้  มันมีวิธีการ  แต่ถ้านักแสดงมีฝีมือ  เราก็เลยใช้กล้องเน้นชัด ๆ ไปเลย  มันก็เลยกลายเป็นจุดเด่น  เลยทำให้คนดูรู้ว่าอะไรคือตัวจริง  มันชัดเจน

แล้วตอนทำงานกับคนเขียนบท  คุณปรัชญาสั่งการขนาดไหน
ก็ละเอียด  วางช็อตทุกอย่าง  แม้กระทั่ง money shots  ถ้าเราคิดเขียน  เราสามารถบอกได้ว่า เอาไปไว้ตรงจุดไหน  มีที่มาที่ไปอย่างไร  แต่คนเขียนบทที่ไม่คุ้นเคย  ก็จะใส่ ๆ เข้าไป  เท่าที่ผ่านมา  คนเขียนบทที่ผมทำงานด้วย  ก็จะเกลี่ยให้เนียน  แต่หลายคนก็ทำไม่เนียนเท่าไร  ผมก็ต้องไปตามแก้

บทของผมตอนที่โยงเข้า money shots ไม่ค่อยมีปัญหานะ  แต่จะมีปัญหาตรงแคแรกเตอร์และการโยงแคแรกเตอร์ของมัน  มันมักจะมีปัญหา  ตรงนั้น  ผมก็ยอมรับว่ามีปัญหา

เน้นอะไรมากที่สุดในบทของหนังแอ็คชั่นเท่าที่ผ่านมา
ในการทำหนัง  บทมันสำคัญที่สุด  แต่สำหรับหนังแอ็คชั่น  ผมก็ให้ความสำคัญ "แต่ถ้าจะยอมพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างต้มยำกุ้ง  ซึ่งผมก็เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังติดตลกว่า ขณะที่ถ่ายหนังเรื่องนี้  มีเทวดาลงมาบอกว่า คุณต้องพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง  ให้คุณเลือกเอาระหว่าง บทดี หรือ ฉากแอ็คชั่นดี  ผมบอกว่า ผมเลือกฉากแอ็คชั่น"

หนังแอ็คชั่นมันต้องเป็นอย่างนั้น  ถ้าบทดี  แต่ฉากแอ็คชั่นไม่ดี  ก็ไปไม่ได้

แต่ช็อกโกแลตก็ดีขึ้นนะคะ
ช็อกโกแลต ถ้าเป็นคน  จะเป็นคนที่แผลเป็นเยอะมาก  ปะติด ปะต่อตลอด  จริง ๆ ผมมีบทแอ็คชั่นเรื่องหนึ่งกับคนเขียนบทที่อเมริกา  ผมชอบมาก  แต่มันมีสเกลใหญ่มาก  บทมันมีทุกอย่างที่เราต้องการ  เหมือนกับสิ่งที่เราทำงานกับคนเขียนบทของเราเลย  แต่มันเป็นโครงการในอนาคต  ต้องใช้ทุนของฮอลลีวู้ด

ผมถึงกล้าบอกว่า คนเขียนบทไทยเก่ง ๆ มันน้อย  แถมคนที่จะเข้าใจหนังแอ็คชั่นจริง ๆ ก็ยิ่งน้อยไปใหญ่

แล้วคนเขียนบทมีบทบาทในฉากแอ็คชั่นไหม
ไม่  ผู้กำกับคิวบู๊จะมีบทบาท  คนเขียนบทแค่รับผิดชอบเรื่อง    เขาจะเข้ามาเกี่ยวในฉากแอ็คชั่น  เฉพาะฉากแอ็คชั่นที่ตัวละครต้องมีอารมณ์ร่วมด้วย

 

 

อย่างฉากในหนัง  เช่น ฉากในโรงน้ำแข็ง  ตลาดขายหมู ในช็อกโกแลต คิดเองทั้งหมดหรือไม่
เป็นการคุยกับคนออกแบบฉาก  บอกเขาว่าผมอยากได้อะไร  แล้วเขาไปคิดมา  เราคุยกันตั้งแต่ตอนบทยังไม่เสร็จ  พวกเขาต้องทำการบ้านมาก่อนว่า  เนื้อเรื่องแบบนี้จะต้องมีฉากแอ็คชั่นแบบไหนบ้าง  คุยกับพันนา  คุยกับผู้กำกับคิวบู๊  คุยกันตั้งแต่แค่มีไอเดีย  คือ ผมทำมาสองเรื่องแล้ว  ก็พอรู้ว่าถ้าจะให้เวิร์ค  ต้องคุยกันตั้งแต่ไอเดีย  แล้วนำมาเข้า ๆ กัน  บางครั้งก็ต้องปรับสคริปต์  เพื่อให้เข้ากับฉากแอ็คชั่นนั้น ๆ 

เรื่องแอ็คชั่นจริง ๆ  เตะต่อยจริง ๆ  ผมไม่เป็นนะ  แต่ด้วยความที่เราดูหนังแอ็คชั่นเยอะ  แล้วก็ชอบคิดอะไรแปลก ๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง  ฉากที่จา พนม วิ่งหนีรถ  แล้วเหยียบที่กระจกใสน่ะ  ฉากนี้ผมคิดเอง  คือ ตอนนั้นมีฉากที่คนไต่ผนังในหนังหลายเรื่อง  ผมก็เลยคิดใหม่  ต้องเป็นกระจกจะดีกว่า  มันจะเสียว  ยิ่งถ้าเป็นกระจกบนตึกสูง ๆ แล้ว  ก็ยิ่งเสียวเข้าไปใหญ่ 

อย่างฉากเขียงหมู ใน ช็อกโกแลต  อันนั้นเป็นประสบการณ์ส่วนตัว  ตอนเด็ก ๆ แม่พาไปตลาด  ผมกลัวเขียงหมู  ผมก็เลยให้สู้กันตรงเขียงหมู  ผมว่ามันน่ากลัวดี  เพราะ contrast กับเด็กผู้หญิงอย่างจีจ้า 

เราทำงานกันเป็นทีมอย่างนี้  อย่างเดี่ยว ชูพงษ์  พอไปเล่นหนังของนนทรีย์ นิมิบุตร  พี่อุ๋ยไม่ได้เน้นฉากแอ็คชั่น เพราะฉะนั้นการแอ็คชั่นของเดี่ยวในหนังของผม  กับหนังของอุ๋ยจะต่างกัน 

เวลาผมไปทำหนังที่คุยกัน  หนังรัก  มันง่ายกว่าเยอะ หนังแอ็คชั่นที่จะต้องไปเฉพาะทางจริง ๆ  ทั้งเรื่องความเสี่ยงอะไรต่าง ๆ  

ปรกติดูหนังแอ็คชั่นเยอะหรือเปล่า
ต้องดูเยอะ  คือ ผมเป็นคนไม่อ่าน  นอกจากเขียนช้าแล้ว  ยังอ่านช้าอีก  ผมเรียนรู้จากการดู  ผมต้อง research ของผมเอง  เมื่อมาทำหนังแอ็คชั่น  ผมก็ต้องดูหนังประเภทนี้  อย่างน้องก็พวก top ten  เราต้องตั้งโจทย์ให้ดีกว่า  ตอนผมทำหนังรัก  ผมก็ไปดูท็อปเทนของหนังรัก  โดยส่วนตัวผมอยากทำทุกแนว  แต่พอดี  จังหวะตอนนี้ต้องทำหนังแอ็คชั่น  ซึ่งมันกำลังไปได้ดีในเรื่องการค้าขาย

โดยส่วนตัวแล้วชอบแนวไหนมากที่สุด
แฟนตาซี  มีอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ มหัศจรรย์  มันลงทุนเยอะ  แต่มันท้าทายสำหรับสังคมไทย  อะไรที่เป็นจินตนาการ  มักจะไม่ประสบความสำเร็จ  อยากทำ  ยิ่งต้องเป็นคนไทยทำ  เพราะเรารู้วิญญาณ  มองคนไทยเป็นจินตนาการ  แอ็ดวานซ์มากกว่า 

จะว่าไปแล้ว  โอกาสที่จะทำแฟนตาซีมันไปโผล่ที่มิวสิควีดีโอมากกว่า  ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก

ทำงานกับผู้กำกับแอ็คชั่นอย่างไร  ตอนแรก ๆ ก็จะเป็นคุณพันนา ตอนช็อกโกแลตก็เป็นคนอื่น  ไม่ทราบว่ามีการทำงานกับพวกเขาอย่างไร  เพราะเท่าที่ดูมา  พี่ทำงานกับคุณพันนาได้ลงตัวมากที่สุด และได้ฉากแอ็คชั่นที่ดีที่สุด
คำถามนี้เป็นคำถามใหม่สำหรับผู้กำกับไทยเลยนะ  ไม่เคยมีใครถามแบบนี้ คือ การทำงานกับผู้กำกับคิวบู๊  มันจะต้องเข้าใจวิธีการทำงาน  มันจะเป็นอีกระบบหนึ่ง  ไม่เหมือนหนังทั่วไปที่มีการพูดคุยกันธรรมดา  แล้วผู้กำกับบางคนจะยังไม่เป็น  ยังติดความเป็นผู้กำกับอยู่  รู้สึกว่าทุกอย่างจะต้องเป็นของเขา  ถ้าคุณทำงานกับผู้กำกับคิวบู๊  แล้วจะเป็นคนกดระเบิดให้คุณ  มันไม่ใช่นะ  คุณต้องถอยออกมา  ทรีตพวกเขาเหมือนเป็นกอง second unit  ตอนที่ผมไปสังเกตุการทำงานของกองถ่ายหนังใหญ่ ๆ ของอเมริกา  อย่าง Superman Return หรือ James Bond บางทีผู้กำกับไม่ได้ไปกอง  ไม่ได้อยู่ที่เซ็ต  พวกกอง second unit จะมีเฉพาะทางเลย  ผู้คุมฉากแอ็คชั่น  ฉากยากๆ หรือเสี่ยงตาย

แต่บ้านเราไม่เคยมีระบบนี้  คุณไม่เคยกับระบบนี้  ไม่เข้าใจแบบนี้  แล้วคุณจะได้สิ่งดี ๆ จากผู้กำกับคิวบู๊ได้ไง  แรก ๆ ผมก็มีติดนิด ๆ นะ  เหมือนกับว่า "ยืนเบียดกัน"  ผมทำงานกับผู้กำกับคิวบู๊คนหนึ่ง (เซ้น) ที่เคยไปทำงานกับฮอลลีวู้ด  ผมทำงานกับเขาในฉากต่อสุ้ของ "องค์บาก"  พวกรถ  พวกใช้สลิง  ตอนที่ผมทำงานกับเขาแค่วันเดียว  ผมรู้เลยว่า เราต้องถอยมาก้าวหนึ่ง  แล้วก็ดูว่า "ชอบหรือไม่ชอบ"

มันเป็นกลวิธีอันหนึ่งที่ผู้กำกับไทยส่วนใหญ่ไม่รู้  ผมเคยให้ผู้กำกับคิวบู๊คนนี้ไปทำงานกับผู้กำกับคนหนึ่ง  ปรากฎว่า ขี่กันเลยนะ  พวก second unit เหล่านี้  ในวันที่เน้นถ่ายฉากแอ็คชั่น  ถ้าคุณไม่ให้โอกาสกับเขา  พวกเขาก็ไม่กล้า  ผู้กำกับเมืองนอกที่เราเห็นดี ๆ นะ  เขาจะมีกอง second unit เฉพาะทาง  แต่ของบ้านเราติดกับระบบทำทุกอย่าง

แต่บ้านเรา  ถ้าจะให้ second unit ทำทุกอย่าง บ้านเราทำไม่ได้  ผมต้องอยู่ด้วย  ปล่อยเขาทำ  และผมเป็นคนตัดสินใจคนสุดท้าย  ผ่านหรือไม่ผ่าน  เขาก็มีสิทธิ์ที่จะบอก  แต่ก่อนถึงวันถ่ายก็คุยกันมาก  ทำงานด้วยกันตลอด

พี่มีความคิดเห็นอย่างไรสำหรับหนังที่เน้นฉากแอ็คชั่นโดยใช้ special effect กับ martial arts
ผมว่าหนังที่ใช้ special effect มันเป็นสิ่งที่ดีนะ  แต่ martial arts มันเป็นของแท้  คนดูจะรู้สึกได้  ว่าอันไหนจริง  อันไหนของแท้  เหมือนนักร้องน่ะ  ระหว่างนักร้องที่ปรุงแต่ง  กับนักร้องที่เสียงดีจริง ๆ มันต่างกัน  ผมเคยอยู่บริษัทที่มีนักร้องปรุงแต่งเยอะ  (อาร์เอส)  พอเจอตัวจริงสักคน  มันไม่ต้องทำอะไรเลย  มันเข้าถึงคนดูได้มากกว่า 

อะไรก็สู้ของจริงไม่ได้ 

หลังจากความสำเร็จขององค์บาก ต้มยำกุ้ง และช็อกโกแลตในต่างประเทศเยอะ  คนไทยก็หันมาทำหนังแนวนี้มากขึ้น  พี่ปรัชญามีความคิดเห็นกับวิถีที่เป็นไปตอนนี้อย่างไรบ้างคะ
ถ้าเรามองตลาดของโลก  คนที่เป็นจ้าวโลกเรื่องหนังแอ็คชั่นคือฮ่องกง  อเมริกาไม่โดดเด่นเลย  กลับกลายเป็นฝรั่งเศสที่มีบ้าง  แต่ปริมาณไม่เยอะ  เผอิญธุรกิจหนังฮ่องกงมันแย่ลง  กลายเป็นว่าคนเริ่มมาโฟกัสที่เรา  ผมกล้าพูดว่า ประเทศไทยได้รับการติดหมุดว่าเป็นประเทศที่ผลิตหนังแอ็คชั่น  ที่มีฉากต่อสู้ที่โดดเด่น  ถึงจะมีหลายเรื่องที่ใช่บ้าง  ไม่ใช่บ้างก็แล้วกัน  หรืออย่างที่ฮ่องกง  พยายามรักษาตำแหน่งอีก  แต่เผอิญเรายังสดอยู่  และมีมวยไทยด้วย  ก็เลยทำให้เราได้ตำแหน่งนี้อยู่ในวันนี้  แต่วันหน้า เราไม่รู้  อาจจะกลายเป็นอะไรก็ได้

ทำไมถึงเปลี่ยนจาให้มาใช้มวยไทย  คิดได้ทันทีหรือเปล่า
ที่คิดได้ทันที  ก็คือจะต้องไม่ใช่มวยจีน  ต้องมีอะไรใหม่ ๆ  แต่ยังไม่ได้นึกถึงมวยไทย  ยอมรับว่ามวยไทยในตอนแรกมีภาพพจน์ที่ไม่ดีนัก  เราไม่อยากยุ่งกับมันเลย  เผอิญได้คุยกับพันนา  ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นมวยไทย  แล้วก็ถ้าจำกันได้  มีโฆษณาลิโพวิตันดีเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งได้นำแม่ไม้มวยไทยมาใช้ แล้วมันฮิตมาก  เราก็เลยลอง  เราทำด้วยความเชื่อ  แต่ไม่รู้ว่าผลมันจะเป็นอย่างไร  พันนาเป็นคนทำ  ผมจะเป็นคนคอยสกรีน  เป็นสายตาแทนคนดู  ว่าใช่หรือไม่ใช่  ท่ามวยไทยบางท่า  สำหรับคนดูทั่วไป  เราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นไทยหรือไม่ไทย  อะไรที่คล้ายกับจีน  ผมตัดทิ้ง  ผมไม่รู้เรื่องมวยไทยเลยก่อนหน้านี้  แต่ผมเห็นว่ามันคล้ายกัน  คือ ศิลปะการต่อสู้บนโลกนี้  บางท่ามันจะคล้ายกัน  มันจะมาจากรากเดียวกัน  ทางจีนบอกว่า มวยไทยมีรากมาจากจีนนะ 

มีผู้กำกับคิวบู๊คนไหนที่จะพอ ๆ กับคุณพันนา
ไม่มีครับ    ถ้าจะโอเคหน่อย  ก็คนกำกับคิวบู๊ ช็อกโกแลต  แล้วก็มีรุ่นใหม่เยอะแยะ  ตั้งแต่มี องค์บาก  หลายคนเข้ามาหาเรา  ทั้งสตันท์  ทั้งผู้กำกับคิวบู๊  คนก็มีมุมมองใหม่ ๆ  เราก็มีโครงการจะทำหนังเกี่ยวกับสตั๊นท์แมนนะ  ให้พวกเขาโชว์ไอเดีย  แล้วมันได้  เราสอนให้เขาดูเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วย  สอนให้เขาดู youtube อะไรต่อมิอะไร  ฝึกฝนทักษะเขา  ก็เลยเห็นสังคมของพวกเขาเยอะ  เข้าใจว่าทำไมอเมริกาถึงทำหนังแบบนี้  ผมบอกได้ว่า บนโลกนี้มีคนสนใจเรื่องศิลปะการต่อสู้เยอะ  แต่ไม่มีพื้นที่ให้พวกเขา  หลายคนมาจากอังกฤษ  ฝรั่งเศส มาหาเรา  ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อจะมาหาเรา  บางคนก็รวมตัวออกมาทำหนัง อย่างAdrenalin แต่เขาอาจจะไม่มีโปรดิวเซอร์ที่เข้าใจ  ผู้กำกับคิวบู๊ที่เข้าใจ  และไม่เป็นเรื่องการตลาด  หนังก็เลยออกมาเป็นอีกแบบ

แนวโน้มของหนังแอ็คชั่นไทยจะเป็นอย่างไร  เพราะตอนนี้ที่นี่ได้ทดลองมาทุกตลาด  ทั้งมวยไทยชาย  (จา และเดี่ยว)  ผู้หญิง (จีจ้า)  และเด็ก 
ที่คิดไว้ก็คือ จะต้องไม่แยกแล้ว  จะต้องผสมผสาน  ตอนเราเริ่มใหม่ เราก็เริ่มจากมวยไทยก่อน  ไม่แยก  สักพักก็แยกกลุ่ม  เราคิดว่าต่อไป  ไม่น่าจะใช่มวยไทยอย่างเดียว  ถ้าเป็นสมัยก่อน  มวยไทยจะอยู่ในตลาดได้เป็นสิบปี  เหมือนบรู๊ซลี  เฉินหลง  แต่ผู้บริโภคสมัยนี้เบื่อเร็ว  เราต้องปรับตัวตลอดเวลา  ผมตอบไม่ได้ว่าอีก 5 ปีจะเป็นอย่างไร  แต่ผมตอบได้ว่าจะต้องเปลี่ยนทุกปี  แต่มันไม่เบื่อหรอก  ยิ่งถ้ามันเป็นของจริงด้วย  มันก็อยู่ได้ตลอด เพียงแต่ว่าจะอยู่อย่างไร  เหมือนอย่างหนังผี  มีคนบอกว่า ทำออกมาทุกปี  เบื่อแล้ว  ผมไม่เชื่อประโยคนั้น  คุณทำได้  แต่มันต้องใหม่ 

อย่างช็อกโกแลต ก็ไม่ใช่มวยไทยอย่างเดียว
ใช่ ช็อกโกแลตมันผสมแล้ว  เราไม่เอาแล้ว  แม้เราจะไม่เคยมีนางเอกบู๊มวยไทยก็ตามกัน  เราคิดว่าผสมดีกว่า  บวกกับสคริปต์ว่า ตัวจีจ้าจะจำท่าต่อสู้จากคนต่าง ๆ ก็เลยมีกลายเป็นผสมผสานอยู่ 

เสียดายนะ จริง ๆ แล้ว คนที่จะมีอิทธิพลต่อตัวละครจีจ้าใน ช็อกโกแลต จะต้องเป็นบรู๊ซลี  แล้วฉากโรงน้ำแข็งก็จะเป็นเขาเหมือนกัน เรื่อง The Big Boss เพราะหนังเรื่องนี้มาถ่ายที่ปากช่อง และคนที่เป็นแฟนบรู๊ซลีจะจำได้กันทุกคน  ตามเนื้อเรื่องเขาต้องจำท่าของบรู๊ซลี  แต่เพราะปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์  ก็เลยต้องเปลี่ยนเป็น จา  เสียดาย  เพราะถ้าผู้หญิงที่ inspired by แบบบรู๊ซลีอย่างจริงจังด้วย  มันมีน้อย

ส่วนฉากน้ำแข็งเป็นไอเดียของพันนา  เพราะในเรื่องจีจ้าต้องมีการเลียนแบบบรู๊ซลี 

พี่คิดว่า สาเหตุใดที่ทำให้หนังแอ็คชั่นไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกได้  บางคนบอกว่าเพราะเฉินหลงและเจ็ตลีแก่แล้ว  แต่จาเขายังเยาว์กว่าเพื่อน 
ผมคิดว่าหลายอย่าง  ไอ้ที่พูดก็ถูก  ผมคิดว่าเพราะมวยไทยด้วย  เราต้องยอมรับว่าหนังกังฟูมันสุดยอดแล้ว  มันเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมานาน  จนอเมริกาต้องทำด้วย  แต่พอเราเล่นเป็นมวยไทย  เราก็เลยเด่น  แถมมันเป็นของจริงด้วย  มันก็เลยเด่น 

แล้วมวยไทยมันใช้ได้จริง  ศิลปะการต่อสู้ของหลายชาติมันจะเน้นลีลามากเกินไป  อย่างเฉินหลง ที่เราจะเห็นว่ามีหลายเรื่องที่ทำเป็นหนังตลก  อย่าง หมัดมวย  หมัดตั๊กแตน  จริง ๆ ไม่มีใครทำอย่างนั้นหรอก  แต่ของไทยมันจริง ทุกลีลามันสัมพันธ์กับสรีระกันหมด  มันเป็นศาสตร์ของจริง

อันที่สอง ผมคิดว่าตัวจาเขาด้วย  ความสามารถของเขาเก่ง โดดเด่น  หาตัวจับได้ยาก  พอมาผสมกับมวยไทย  ก็เลยวิเศษเข้าไปใหญ่  ความพริ้ว  การลอยตัวทุกอย่างมันสวย  มันไปได้

อันที่สาม คือ ฉากแอ็คชั่น วิธีการทำหนังแบบจริงจัง  ดูเป็นของจริง  หลายอันก็ทำกันจริง ๆ ด้วย  อย่างมวยไทยที่เป็นกีฬา  เขายังต่อยกันจริง ๆ  แล้วทำไมเราจะไม่ทำมันจริง ๆ

   
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.