สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

อาทิตย์ อัสสรัตน์ กับผลงานหนังยาวเรื่องแรก “Wonderful Town”

  ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล
  1 กรกฎาคม 2550
  In English
  ลิงค์ทั้งหมดเกี่ยวกับ อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ Wonderful Town
   
 

 

ในเวทีต่างประเทศ ชื่อของ Aditya Assarat เป็นที่คุ้นหูคุ้นตาไปทั่วโลก แม้ว่าตัวเขาจะไม่เคยทำหนังยาวอย่างจริงจัง มีเพียงหนังสั้น ซึ่งเขาก็เพิ่งจะทำเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น

อาทิตย์ อัสสรัตน์ สร้างชื่อให้แก่ตัวเองและหนังสั้นไทยด้วยผลงานอย่าง “ มอเตอร์ไซคล์ ” เรื่องของชายชราในเมืองชนบท ที่ได้ทราบข่าวร้ายว่าลูกชายของตนตาย หนังได้เดินทางไปประกวดและคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังสั้นกว่าครึ่งโลก และในอีกฐานะหนึ่ง เขาทำมิวสิควีดีโอเก๋ๆ ให้แก่ “พรู ” และศิลปินนักร้องอีกจำนวนหนึ่ง จนเคยคว้ารางวัลจาก Channel V Thailand , เคยได้รับทุนให้ติดตามดูการทำงานของผู้กำกับชาวอินเดียระดับโลก มิร่า แนร์ เคยร่วมกำกับหนังสารคดี Three Friends ร่วมกับ มล . มิ่งมงคล โสณกุล และภูมินทร์ ชินารดี จนไปอวดโฉมในเทศกาลหนังก้องโลกอย่างปูซาน และโตรอนโต้

เพราะฉะนั้น เมื่ออาทิตย์ หรือที่มักจะรู้จักกันดีในวงการหนังอินดี้ว่า จุ๊ก จะมีผลงานหนังยาวเรื่องแรก Wonderful town ด้วยเหตุนี้ thaicinema.org คิดว่าคงจะไม่มีเวลาใดที่เหมาะสมที่สุดที่โลกภายนอกจะมารู้จักทั้งตัวเขา และ Wonderful Town กันมากขึ้น

 


 

จุดเริ่มต้นของ Wonderful Town

จุดเริ่มต้นการทำหนังยาวของอาทิตย์ เกิดขึ้นเมื่อเขามาอยู่เมืองไทยได้ 2-3 ปี เขาก็เริ่มคิดเริ่มเขียนโปรเจ็คท์หนังยาว

“ แล้วตอนนั้นผมก็ทำหนังสั้นไป 4-5 เรื่องแล้วน่ะ มันก็ไปฉายเทศกาลไปได้รางวัล เริ่มอยู่ในระบบการหาทุน ส่งไปโครงการ PPP มันเป็นโครงการสนับสนุนหนังยาวในทวีปเอเชีย ก็ได้รับคัดเลือก ก็เริ่มไปเรียนรู้ระบบของหนังยาว เรียนรู้ว่าเงินทุนมันมาจากไหน อะไรคือโปรดิวเซอร์? โปรดิวเซอร์ทำอะไร? อะไรคือนายทุนแล้วเขาอยากจะได้หนังแบบไหน? ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราต้องเรียนรู้หมดเลย เพราะว่ามันไม่มีใครมาบอกเราน่ะ แล้วก็เคยทำงานกับพี่เต่านา พี่เต่านาเป็นโปรดิวเซอร์ เราเป็นผู้กำกับ (หนังดิจิตอลเรื่อง Three Friends )

 

มันก็ได้เรียนรู้กันน่ะ แล้วสุดท้าย โปรเจ็คท์ที่ผมคิดขึ้นมาก็ล้มไปสองสามอัน เพราะว่ามันมีหลายเหตุผลน่ะ เหตุผลหนึ่งก็คือตอนนั้นเรายังไม่รู้นะ เรายังไม่ได้เข้าใจว่าการทำหนังเรื่องหนึ่งมันเป็นยังไง มันยากแค่ไหน ”

เรื่องการทำหนังกับสตูดิโอหนังไทย ไม่ได้อยู่ในความคิดของอาทิตย์ตั้งแต่แรก
“ เผอิญเราถูกหล่อหลอมมาอีกแบบนึงน่ะ คือเราไปเรียนหนังน่ะ เราไปเสพหนังแบบที่ค่ายเขาคงไม่สนใจที่จะทำ อาจจะเป็นหนังที่คนไทยเขาไม่อยากจะดูด้วยซ้ำ ตรงนี้ก็ต้องยอมรับ อันที่สองก็คือผมชอบค่ายนะ ส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นนระบบการทำงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่องการเงินมันง่าย มีคนค่อยออกตังค์ให้ คนในค่ายเขาก็เชี่ยวชาญด้วยรู้ว่าคนไทยอยากดูอะไร แต่ว่าผมและคนทำหนังอิสระคนอื่นๆ ดันอยากทำหนังที่คนไทยเขาไม่อยากดูกันน่ะ ไอ้ตรงนี้ทำให้มันเริ่มต้นยาก ตอนหาทุนก็ต้องหาทุนนอกระบบ ถ้าเกิดไม่หาทุนจากใครที่รวยๆ สักคน ที่เป็นป้า เป็นพ่อแม่อย่างเนี่ย ก็ต้องไปหาต่างประเทศ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเรียนรู้มากเกี่ยวกับระบบ ว่าคุณอยากจะทำอะไร แล้วถ้าคุณอยากจะทำอย่างนั้นน่ะ มันมีทางไหนบ้างที่คุณจะทำอย่างนั้นได้ ผ่านมาสองสามปี จนผมได้เริ่มทำ Wonderful Town ผมก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ถ้าผมจะทำหนังยาวผมควรจะทำหนังแบบเล็กๆ ใช้ทุนน้อยๆ ”

หนังเรื่องนี้เป็นคนล่ะเรื่องกับหนังที่ชื่อว่า Sideline ซึ่งตั้งใจจะสร้างร่วมกับซีเนมาเซีย ของนนทรีย์ นิมิบุตร (หรืออีกชื่อก็คือ 100% love song) โดย Wonderful Town สร้างโดยบริษัท ป็อบ พิคเจอร์ ที่อาทิตย์และพรรคพวกช่วยกันก่อตั้งขึ้น และหาทุนกันเอง “ โชคดีที่ผมได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศค่อนข้างเยอะ แต่สุดท้ายก็ต้องทำหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะว่าคนอื่นเขาไม่อยากทำน่ะ ค่ายไม่อยากทำหนังเล็กๆ น่ะ ค่ายเขาชอบทำหนังใหญ่ๆ อย่างโหน่งเท่ง อะไรพวกนั้น ”  

อาทิตย์ และ ตัวตนของเขา

อาทิตย์เริ่มไปเติบโตที่ต่างประเทศเมื่ออายุได้ 15 ปี โดยอายุประมาณ 18-19 ก็เรียนปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ที่นิวยอร์ค เหตุผลที่เขาเรียนประวัติศาสตร์ แทนที่จะเรียนภาพยนตร์แต่แรก เพราะว่าตอนนั้นเขายังไม่ได้สนใจหนัง เขาไม่ใช่คนที่อายุแค่ 5 ขวบก็รู้แล้วว่าตัวเองต้องการเป็นผู้กำกับ แต่เป็นแค่เด็กเหมือนเด็กทั่วๆไป เขาเรียนเพราะคิดว่าวิชาประวัติศาสตร์มันเป็นมรดกของโลก มันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเนื้อหาของวิชานี้ก็ครอบคลุมชีวิตของเราทุกคน

“ ถามว่าทำไมถึงเรียนประวัติศาสตร์? ผมคิดว่าประวัติศาสตร์มันเป็นการเล่าเรื่องอย่างนึง     คือผมอ่านหนังสือมาเยอะน่ะ ผมอ่านเรื่องประวัติศาสตร์มาเยอะ

     อ่านต่อได้ที่นี่

 


เรื่องราวของ
Wonderful Town

Wonderful Town เกิดขึ้นจากการที่อาทิตย์เดินทางไปพังงาเพื่อดูโลเคชั่นสำหรับ Sideline และเห็นโรงแรมที่หนึ่ง และชอบมาก เขาได้ไปอยู่ประมาณ 2-3 วันและได้เดินดูรอบๆ สถานที่ “ มันเป็นโรงแรมเล็กๆ อันนึงที่สวยดี ไม่ได้ถึงกับสวยมาก โรงแรมนี้เป็นจุดกำเนิดของ Wonderful Town หนังทั้งเรื่องเกิดขึ้นในโรงแรมหมดเลย นี่เป็นหนังเล็กๆ เกี่ยวกับคนสองคนน่ะ เกี่ยวกับสถาปนิกที่ไปทำงานที่ภาคใต้ ไปช่วยสร้างโรงแรมใหม่แทนของเก่าที่โดนคลื่นสึนามิทำลายไปน่ะ และเขาก็ไปอยู่ในเมืองนี้ มันคือเมืองตะกั่วป่า เขาไปพักในโรงแรมเล็กๆ โรงแรมกระจอกๆ นี้แล้วก็ไปมีความสัมพันธ์กับเจ้าของโรงแรมซึ่งเป็นผู้หญิงคนนึง เมืองตะกั่วป่าสำหรับเราเนี่ยมันเป็นเมืองที่น่าสนใจ มันเป็นสภาพเมืองหลัง aftershock หลายๆ คนยังทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เรื่องราวหลักๆ คือความสัมพันธ์ของตัวเองสองคนนี้ ”

ความยากลำบากในฐานะหนังทุนต่ำ

ด้วยทุนที่น้อย ทำให้อาทิตย์จำเป็นจะต้องบริหารเงินให้ใช้ไปอย่างเหมาะสมที่สุด นั่นแปลว่าเขาจะต้องถ่ายทำด้วยระยะเวลาอันสั้น ซึ่งถือว่าสั้นมากเมื่อเทียบกับการทำหนังเรื่องอื่นๆ “ ตอนผมเรียนหนัง จะมีสามเหลี่ยมอันหนึ่งที่ครูเขาสอน สามเหลี่ยมของการทำหนัง สามจุดน่ะ คือ ถูก ดี และก็เร็ว ทำหนังทุกเรื่องจะได้แค่สองอันไม่มีทางได้สามอัน คุณเอาถูกและดีมันก็จะไม่เร็ว คุณจะเอาเร็วและดีมันก็จะไม่ถูก และถ้าคุณเอาเร็วและก็ถูกน่ะมันก็ไม่ดี เราทำหนังเรื่องนี้เราก็เจอแบบนี้ เรามีตังค์ก้อนนึงแต่มันไม่เยอะ มันหมายความว่าเราไม่มีเวลา เราต้องทำงานให้เร็ว ”

ส่วนเรื่องที่ว่าพอมีเวลาน้อยเงินน้อย จะทำให้งานขาดคุณภาพหรือเปล่า อาทิตย์ก็ตอบว่า “ ก็พยายามทำให้ดี เท่าที่จะทำได้ เราถือว่าเรามีเงินเท่านี้ มีทีมงานเท่านี้ เรามีข้อจำกัดของเรา เราก็ทำภายใต้ข้อจำกัด ”

ตอนนี้ Wonderful Town กำลังตัดต่อโดยลี ชาตะเมธิกุล มือตัดต่อคนสำคัญของไทย

 

 

คงเน้นเวทีอัลเทอเนทีฟ : เมื่อถามถึงเวทีที่จะฉาย อาทิตย์คิดว่าหาทางคงจะต้องเป็นเทศกาลต่างๆ “ เทศกาลหนังมันเป็นหอศิลป์ คุณทำหนังเสร็จแล้วคุณก็ส่งไปเทศกาล มันคล้ายๆ กับคนที่สนใจหนังในเชิงศิลปะเขาสนใจก็จะมาดูกัน นายทุนนักธุรกิจที่สนใจหนังในฐานะของสินค้าเขาก็จะมาดูกัน มันเป็นพื้นฐานน่ะ

ส่วนเรื่องฉายเมืองไทย ถ้ามีผู้จัดจำหน่ายก็คงไม่ใช่ผู้จัดจำหน่ายใหญ่น่ะ อาจจะเป็นไบโอสโคป เพราะเขามีแบรนด์อะไรอยู่แล้ว คนก็รู้ว่าไบโอนี่เป็นอัลเทอเนทีฟอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีใครเข้าใจวิธีที่จะเอาหนังไปฉาย ก็คงเป็นพวกนี้ แต่ถ้าคุยกับทางสหมงคลฟิล์ม เขาก็คงไม่เอาไปฉายหรอก เขาไม่ถนัดและไม่สนใจหนังในลักษณะแบบนี้น่ะ หนังผมก็คงไม่เหมาะน่ะ ”

 

 

 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.