สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   
หนังประกวดร้อน ๆ
  เรื่อง และ ภาพ โดย อัญชลี ชัยวรพร
  LINK : เมนูรวมรายงานเทศกาลหนังเมืองคานส์
   
 

20 May 2009

Inglourious Basterds หนังสงครามที่เท่ที่สุด

 


หนังเควนติน ตารันติโน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ทำให้คนเทศกาลยุ่งยากมากที่สุด สื่อมาเข้าคิวหนึ่งชั่วโมงล่วงหน้า อีกทั้งตัวหนังเองก็เป็นหนังประกวดที่ยาวที่สุดในครั้งนี้

และเมื่อดูหนังจบแล้ว  มันเป็นหนึ่งในสามลำดับต้น ๆ ของหนังประกวดปีนี้

Inglourious Basterds เล่าเรื่องเหตุการณ์สี่ปีที่นาซีครอบครองฝรั่งเศส  หนังเริ่มเรื่องเมื่อนายทหารนาซีนามฮันส์ ลันดา  บุกรุกฟาร์มแห่งหนึ่งและสังหารครอบครัวชาวยิวของซูซาน เดรย์ฟัสส์ไปอย่างเยือกเย็น  ซูซานหลบหนีไปได้  และปลอมตัวเป็นเจ้าของโรงหนังเล็ก ๆ ในกรุงปารีส

ในขณะเดียวกันมี กลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินจากการรวมตัวกันของทหารอเมริกันเชื้อสายยิว  ภายใต้ัการนำของอัลโด ไรน์ (แบรด พิทท์)  ที่ตามล่าและสังหารทหารเยอรมันหลายแห่ง  อัลโดร่วมมือกับดาราสาวเยอรมันชื่อว่า บริจิตต์ ฟอน แฮมเมอร์สมาร์ค ซึ่งเป็นสายลับปลอมตัวมาด้วย  เธอทราบมาว่า นายทหารนาซีและรวมตัวกันไปดูหนังโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง National Pride ในโรงหนังเล็ก ๆ ของกรุงปารีส

และนั่นคือโรงหนังของซูซานน่า  ซึ่งเตรียมแผนการล้างแค้นทหารนาซีเช่นเดียวกัน  ด้วยการวางแผนเผาโรงหนัง  คลอกหมู่ทหารให้ตาย ด้วยการใช้ฟิลม์หนังกว่า 350 ม้วนในโรงหนังของเธอ 

ตารันติโน่ ยังคงแสดงความรักที่มีต่อหนังของเขา แม้หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม  บทส่วนใหญ่ยังคงลำดับตามแนวเรื่องที่ำกำหนดไว้  แต่ตารันติโน่ฉลาดพอที่จะเล่นกับ "มุข" เล็ก ๆ ในแต่ละตอน และวิธีการดำเนินเรื่องแบบ "เล่น" ตลอด  นายทหารนาซีฮันส์ก็ไม่ได้แข็งกร้าว  แต่สบาย ๆ   แต่เมื่อถึงฉากสังหารแล้ว  มันได้ผนวกกับวิธีทางแห่งการลั่นปืนของตารันติโน่เขา  มันจึงดูรุนแรงที่สุด

ฉลาดที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือ การผูกประเด็นหนังให้มาเกี่ยวข้องกับนาซีและสงครามโลกได้  และที่น่าสนใจที่สุด คือ การเผาโรงหนังโดยใช้ฟิลม์ไนเตรดหนังเพื่อสังหารหมู่ผู้นำนาซี ดิฉันคิดว่า คงมีไม่ีกี่คนที่ทำเรื่องนี้ได้  ถ้าไม่ได้รักหนังจริง ๆ อย่างตารันติโน่

เสียงตอบรีบสื่อ คนดูหัวเราะเป็นตอน ๆ นะคะ  ตอนหลังมีคนปรบมือให้ ประมาณหนึ่งนาที  และไม่มีเสียงโห่ ไม่เหมือนหนังคราวที่แล้วอย่าง Deathproof ที่ถุกโห่บานตะไท

 

19 May 2009

Wild Grass ผู้กำกับรุ่นเก๋าทดลองกับตัวเอง



มันมีผู้กำกับรุ่นใหม่หลายคนที่มักจะหลงทางกับการวางกรอบหรือกฏใหม่ ๆ ในการทำหนังของตัวเอง ทั้งที่บางครั้งมันไม่จำเป็นจะต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น (ผู้กำกับเมนโดซ่าคือตัวอย่างหนึ่ง) แต่มีผู้กำกับรุ่นเก๋าคนหนึ่งที่อยากเล่นกับตัวเองด้วยฟอร์มใหม่ ๆ แล้วเขาก็ชนะผ่านเรื่องนี้ได้อย่างสวยงาม

Wild Grass ของ Alain Resnais คือตัวอย่างนั้น หนังเริ่มจากกระเป๋าที่ถูกฉกไปของหญิงวัยกลางคนนามมาร์กาเร็ต จนนำพาให้เธอได้พบกับหนุ่มวัยห้าสิบปีชื่อจอร์จ เขาพบกระเป๋าของเธอและนำส่งคืนให้เธอโดยผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจอร์จพยายามติดตามเพื่อขอพบกับเธอ

ผู้กำกับอาวุโสแกเล่นกับการเล่าเนื้อเรื่องของคนแก่ขี้เหงาได้อย่างแหลมคม ตั้งแต่ฉากแนะนำตัวละคร แกก็ใช้เสียงบุคคลที่สามในการเล่าเหตุการณ์ชีวิตประจำวันของมาร์กาเร็ตแบบติดตลก แล้วเสียงเล่าของบุคคลที่สามก็จะโผล่ขึ้นมาเป็นระยะ และนั่นเป็นหนึ่งในหลาย ๆ องค์ประกอบที่แกเล่นกับตัวละครและการเล่าเรื่องของแก แม้แต่ในบทเอง แกก็เล่น อาทิ แค่ฉากที่มาร์กาเร็ตไปแจ้งตำรวจเรื่องถูกเจาะยางรถยนตร์ แกก็เล่นกับสำนวน คารมต่าง ๆ

หนังดูสนุกด้วยเหตุผลนี้ แม้จะเป็นหนังรักของคนแก่วัยห้าสิบปีก็ตาม หลาย ๆ ตอน แกก็ล้อฉากในหนังเก่า ๆ ด้วย

Broken Embraces ถอยกลับไปหลายก้าวสำหรับเปโดร อัลโมโดว่าร์เรื่องล่าสุด

 



หลังจากที่เคยทำให้นักข่าวเกือบทั้งห้องฉายต่างร่ำไห้ให้กับหนังโศกนาฎกรรมหญิงใน Volver มาแล้ว เปโดร อัลโมโดว่าร์ดูท่าจะหมดแรงไปสักนิด สำหรับผลงานเรื่องที่ ผลงานที่ 17 Broken Embraces เรื่องนี้

Broken Embraces เป็นเรื่องรวของหนุ่มวัยกลางคนนามแฮรี่ เคน เขาตาบอด รับจ้างเขียนบทหนัง โดยมีหนุ่มผู้ช่วย ซึ่งเป็นลูกชายของเพื่อนสาวคนสนิท วันหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา ขอให้เขาเขียนบทหนังเรื่องของลูกชายที่ปราบเอาชนะพ่อได้เมื่อสิบสี่ปีก่อน จากเหตุการณ์ครั้งนั้น มันทำให้เขาเล่าเหตุการณ์เมื่อสิบสี่ปีก่อนให้ผู้ช่วยฟัง เรื่องราวความรักของเขากับนักแสดงสาวนามลีนา ครั้งที่เขายังเป็นผู้กำกับนามมาทีโอ แบร็งโก้

หนังเรื่องล่าสุดของอัลโมโดว่าร์ยังคงผูกปมเรื่องได้ซับซ้อน สละสลวย เขาเล่าเรื่องสองเหตุการณ์ ระหว่างเหตุการณ์ในปัจจุบัน กับเหตุการณ์เมื่อสิบสี่ปีก่อน โดยตัดภาพสลับกันไปมาได้อย่างแหลมคม เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงสำหรับชายผู้นี้ บทหนังของเขามักจะซ่อนเงื่อนงำไว้ในตอนแรกอย่างไม่มีที่ติ ก่อนจะเปิดเผยในตอนหลังที่หลาย ๆ ครั้งมักจะช็อคคนดู

แต่สำหรับครั้งนี้มันไม่ เงื่อนงำการเสียชีวิตของลีน่า ยังคงไม่ได้รับการเปิดเผย ไม่ชัดเจน มันเป็นหนังธรรมดาที่ไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีที่ติ แต่ไม่มีอะไรเตะตา จนมาดูถึงตอนจบนั่นแหล่ะ ถึงเข้าใจว่าทำไมหนังถึงเข้าประกวด เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังนั่นเอง

กระแสตออบรับจากรอบสื่อ ปรบมือเฉย ๆ ปีนี้หนังส่วนใหญ่ค่อนข้างจะดูกลาง ๆ หรือไม่ก็บรรดาสื่อยังไม่ได้ชาร์ตแบตเตอรี่ ถ้าไม่มีหนังกระทุ้งพุงและส่วนที่ไม่เปิดเผยของร่างกาย เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นปีแห่งการหลับไหลของสื่อนานาชาติมากที่สุดก็ว่าได้

Vendere บทดี การแสดงดี


 

หนังอิตาลีเรื่องเดียวที่เข้าประกวดปีนี้  เป็นหนังที่วิธีการเล่าเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่  แต่สำหรับคนดูหนังที่ให้ความสำคัญกับความราบเรียบ บท และการแสดงแล้ว  นี่อาจจะเป็นหนังที่หลาย ๆ คนไม่อาจมองข้ามได้

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงของ ไอด้า ดัลเซอร์ และลูกชาย ภรรยาของมุสโสลินีที่ไม่ได้รับการยอมรับ  ไอด้าแต่งงานกับมุสโสลินี อดีตผู้นำฟาสซิสม์ของอิตาลี  เธอเป็นคนแรก ๆ ที่ให้การสนับสนุนเขา   ขนาดขายบ้าน ขายเพชร ขายทุกอย่าง  แต่เมื่อเขาเริ่มมีชื่อเสียง  เขากลับละทิ้งเธอกับลูกชายไป  ไอด้าพยายามต่อสู้ความถูกต้องอันนี้  พร้อม ๆ กับที่ปลูกฝังความคิดการเป็นลูกชายของมุสโสลินีในหัวคิดของเขาตั้งแต่เล็ก  วันหนึ่งไอด้าถูกซ้อม  เธอถูกส่งไปเข้าสถานบำบัดจิต  เท่า ๆ กับลูกชายของเธอถูกส่งเข้าโบสถ์  เธอไม่ได้พบกับลูกชายเลย  จนกระทั่งเสียชีวิต  ขณะที่ลูกชายป่วย  ต้องเข้าสถานบำบัดจิตและตายด้วยวัยเพียง 26 ปีีในที่สุด

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เนื้อเรื่องหนังมันก็มีชัยไปกว่าครึ่ง  บวกกับการแสดงของนักแสดงนำ ผู้รับบทเป็นไอด้า และลูกชาย มันทำให้หนังดูสนุก น่าติดตาม  หนังค่อนข้างยาว และมีปัญหาในช่วงครึ่งแรก  ก่อนที่เริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งหลัง  ดิฉันคิดว่า ถ้าหนังจะได้รางวัลอะไรไป  น่าจะเป็นนักแสดงนำหญิง  บท หรือถ้าจะได้รางวัลปาล์มดอร์ หรือกรังค์ปรีซ์ คาดว่ากรรมการในกลุ่มอนุรักษ์และผู้หญิงจะโหวตให้

ผลตอบรับจากสื่อ ปรบมือให้นิดหน่อยย That's it.

18 May 2009

Looking For Eric ได้รับการปรบมือชื่นชมมากที่สุด

 

 

ไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้กำกับชาวอังกฤษนาม Ken Loach สามารถทำหนังตลกได้   Looking For Eric ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แกทำหนังอื่น ๆ ได้นอกจากหนังสงครามอย่าง Land and Freedom และหนังพี่น้องท่ามกลางความขัดแย้งอย่าง The Wind that Shakes the Barley

Looking For Eric เป็นหนังเกี่ยวกับบุรุษไปรษณีย์นามอีริค  ที่เกิดจะต้องจัดการกับปัญหาและความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน  ไม่ว่าจะลูกเลี้ยง  เรื่องในสวน และการเผชิญหน้ากับอดีตคนรักเมื่อสามสิบปีก่อน  อีกทั้งยังมีกลุ่มเพื่อนคนบ้าบอลอีกกลุ่ม   ท่ามกลางความยุ่งยากและยุ่งเหยิง  อีริคมีวิธีการจัดการที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

หนังได้รับการปรบมือจากสื่อมากที่สุดเมื่อเช้านี้  ตลอดการฉายหนังคนหัวเราะตลอด แถมบางครั้งยังมาปรบมือให้เป็นระยะ ๆ หนังดูสนุก ไม่น่าเบื่อ นอกจากบทและะการแสดงที่แข็งแล้ว ดิฉันยอมรับว่า เคน ลอช แกเอาอยู่ แกเป็นคนสำคัญที่ควบคุมหนัง ควบคุมจังหวะได้งดงาม   นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้เห็นในผลงานของผู้กำกับดัง ๆ ทั้งหลาย แกไม่จำเป็นจะต้องวางฟอร์แมทให้ยุ่งยาก อย่างที่ผู้กำกับรุ่นใหม่ ๆ ชอบหลงทาง (ผู้กำกับฟิลิปปินส์เมนโดซ่า เป็นตัวอย่างได้ดี) ฟอร์แมทไม่ต้องสวย แต่หนังมันจะต้องลื่นไหล

 

17 May 2009

Antichirst ลาร์ส ฟอน เทียร์ แกเพี้ยนไปแล้ว

 

 

คงจะไม่มีใครจะบ้าได้มากเท่าลาร์ส ฟอน เทียร์ในการทำหนังเรื่องล่าสุด Antichrist จนทำให้ผลงานของเขากลายเป็นหนังที่คนหัวเราะมากที่สุด (ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หนังตลก) เป็นหนังที่คนสะอิดสะเอียนมากที่สุด และไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้คนโห่มากที่สุด

เรื่องย่อบอกคร่าว ๆ ว่า คู่ชีวิตคู่หนึ่งตัดสินใจไปใช้ชีวิตพักร้อนในป่า  สถานที่ "อีเดน" ที่พวกเขาหวังว่าจะซ่อมแซมหัวใจที่แตกหักและชีวิตคู่ที่มีปัญหา แต่ธรรมชาติได้ชักนำเส้นทางชีวิตของพวกเขา และชีวิตคู่กลับเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

แต่เรื่องย่อจริง ๆ ของหนังก็ึืคือ สามีภรรยาคู่หนึ่งสูญเสียลูกชายวัยสองขวบ  ในขณะที่ทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างสุดสวิงริงโก้  ฝ่ายภรรยามีอาการทางจิต รู้สึกผิดจากการละเลยของเธอจนลูกชายเสียชีวิต  เพราะถ้าจะว่ากันไปแล้ว เธอเองก็ทำให้ลูกชายตายจริง ๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

Antichrist ยังคงเห็นร่องรอยของความบ้าในการทำหนังของลาร์ส ฟอน เทียร์  เพียงแต่ว่าความบ้าของเขาในเรื่องนี้  ได้เปลี่ยนมาใช้การทำหนังแบบ horror หรือถ้าจะกล่าวให้ถูก คือ หนังทริลเลอร์   หนังแบ่งลักษณะออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ภาพชีวิตคู่ของคนคู่นี้  สลับกับภาพจิตใต้สำนึกของฝ่ายภรรยา (นำแสดงโดยชาร์ล็อต เกนสเบิร์ก)  และในส่วนที่เป็นความคิดหรือจิตใต้สำนึกของเธอนี่แหล่ะที่ได้รับการนำเสนอเป็น horror ก่อนที่หนังจะผูกรวมกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันของคนทั้งสอง  กลายเป็นหนัังสยองขวัญไป

หนังน่ากลัวอย่างถึงที่สุด ภาพหลายภาพไม่มีการบันยะบันยังเอาซะเลย  และแน่นอนภาพเหล่านั้นทำให้นร้องด้วยความเสียวไส้  ผู้กำกับชื่อดังแกรู้สึกสนุก  เล่นกับหนังของแกอย่างเต็ม นอกจากจะแสดงภาพของหนังออกเป็น 2 ส่วน ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เขายังลำดับเรื่องโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ เหมือนละคร คือ prologue, Chapter 1 Grief, Chapter 2 Pain, Chapter 3 Despair, Chapter 4 Three Beggars และ Epilogue เรียกได้ว่า เรื่องนี้ถ้าให้คนอื่นทำ คงกลายเป็นหนังขยะไปเลย

ส่วนเรื่องแกจะเสนออะไร ขอดิฉันกลับไปนอนคิดซะก่อน  เพราะดิฉันยังตกใจไม่หายกับภาพในหนังของพี่เขา

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : ่ไม่รู้แกจะไปถึงดวงดาวหรือเปล่า เพราะตอนท้าย ๆ คนไม่ได้รู้สึกน่ากลัวอีกต่อไป  แต่เห็นเป็นเรื่องตลก คนหัวเราะกันใหญ่ จนถึงตอนจบ

แกก็เลยถูกโห่มากที่สุด

Vengeance ไม่มีอะไรใหม่ แต่เข้าได้เพราะดาราฝรั่งเศสล้วน ๆ

 

 

ตู้ฉีฟง เป็นผู้กำกับฮ่องกงที่กล่าวได้ว่าขยันทำหนัง ปกติปีละ 2 เรื่อง  หนังของเขายากที่จะเข้าสไตล์ของหนังอาร์ตได้  เพียงแต่เป็นหนังตลาดที่คุณภาพดีเท่านั้น  แต่สำหรับ Vengeance ดิฉันดูไป  ก็งงไป ว่าหนังเข้าประกวดได้ เพราะดาราร็อคชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Johnny Hallyday เพียงอย่างเดียว

Vengeance เป็นหนังของคอสเทลโล อดีตนักฆ่าที่ตัดสินใจเดินทางไปมาเก๊า  เพื่อตามหามาเฟียที่สั่งฆ่าลูกสาวและครอบครัวของเธอ  รวมถึงหลานเล็ก ๆ สองคน  ที่นั่นอดีต เขาต้องหาความช่วยเหลือจากกลุ่มนักฆ่าท้องถิ่นสามคน  เพราะเขาเป็นคนใหม่ของที่นั่น  ไม่รู้ว่าจะหาเบาะแสที่ไหน  เท่า ๆ กับที่ว่า สำหรับเขาคนจีนดูหน้าตาเหมือนกันหมด

Vengeance เป็นหนังที่ดูสนุกนะคะ  แต่ดูสนุกในฐานะเป็นหนังแก๊งค์สเตอร์เท่านั้น  แต่หนังกลับไม่มีอะไรใหม่เลย  แต่เป็นการรวมองค์ประกอบที่เราเห็นในหนัวแนวนี้ของฮ่องกงมาหลายเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็น การนับถือแบบพี่น้องระหว่างนักฆ่าด้วยกัน (brotherhood) หรือการรักษาสัจจะแบบจอมยุทธอย่างที่เราเห็นในหนังของจอห์น วู  ในเรื่องนี้กลุ่มนักฆ่าต่างรักษาสัจจะที่เขาให้กับคอสเทลโล  แม้ต่อมาเขาจะรู้ว่าผู้บงการอยู่เบื้่องหลังการฆาตกรรมครอบครัวของคอสเทลโล คือ เจ้านายของเขา พวกเขาก็ยังถือหลักการสัจจะแบบที่เราเห็นในหนังจอมยุทธ หรือหนังของจอห์น วู ก่อนที่จะมาเพิ่มต่อด้วยเนื้อหาความรักของครอบครัวแบบอย่างที่เราเห็นหนังของจอห์น วูฉบับอเมริกัน  

เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่มุขขำขันในตัวละครของคอสเทลโลอย่างเดียว  ความเป็นคนต่างถิ่น และไม่คุ้นหน้าชาวเอเชีย  ทำให้เขาไม่แน่ใจว่า คนที่เขาจะฆ่าคือใคร  จนต้องให้เด็ก ๆ ไปทำสัญญลักษณ์ให้  และเมื่อจอร์จ ฟุง เริ่มรู้จุดอ่อนของคอสเทลโล  เขาถอดเสื้อออก  คอสเทลโลก็ยังจำเขาไม่ได้  ถ้าเพียงแต่ว่าเขาจะไม่ได้ใช้ "ดวง" และความไวจากการชักปืน เขากอาจจะขึ้นสวรรค์ไปในที่สุด  แต่เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า บุคลิกของคอสเทลโล ก็ไม่แตกต่างจากบุคลิกของ ฌอง เรโน หรือที่เรารู้จักกันดีสำหรับบทบาทของนักฆ่าในหนัง Leon ของลุค เบซง

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : ก็มีคนปรบมือให้นะ  เท่า ๆ กับที่คนผิวปากให้  แต่น่าจะเป็นการแซวมากกว่ายินดี  ยังไม่มีเสียงโห่  ปีนี้รู้สึกกลุ่มนักวิจารณ์ต่างชาติยังอยู่ในภาวะมึนงง



 
  

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: ancha999 at gmail.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.