สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   
หนังประกวดร้อน ๆ
  เรื่อง และ ภาพ โดย อัญชลี ชัยวรพร
  LINK : เมนูรวมรายงานเทศกาลหนังเมืองคานส์
   
 

17 May 2009

Kinatay ถูกโห่เล็ก ๆ

 

มาแล้ว หนังของ Brilliante Mendoza ซึ่ง Serbis เข้าประกวดเมื่อปีที่แล้ว แต่คนไม่ชอบมาก ๆ  ขนาดนักวิจารณ์ตัดสินใจไม่ลงคะแนนให้  แต่ณอนน์ เพนน์ สั่งให้กรรมการไปดูใหม่เป็นรอบที่สอง  ผลปรากฎว่าปีนี้ หนังอาจจะไม่ถูกด่ามากนัก  แต่ดิฉันกลับเห็นว่า มันสู้ Serbis ไม่ได้

Kinatay เป็นเรื่องราวของเปปิง ตำรวจหนุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและคอรัปชั่นโดยกลุ่มผู้ร่วมอาชีพเดียวกัน  เขาไม่รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่กระทำต่อหญิงโสเภณีคนเดียวจะโหดและรุนแรงขนาดหั่นศพเป็นชิ้น ๆ

ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ Kinatay สู้ Serbis ไม่ได้  และผู้กำกับเมนโดซ่ายังคงย่ำรอยอยู่กับที่ในวิธีการทำหนังของเขา  เขายังคงกำหนดกรอบและกฎบางอย่างในวิธีการเล่าหนังแต่ละเรื่อง  ใน Kinatay เขายังคงใช้ "เวลา" เป็นตัวกำหนดกรอบแบบหนึ่ง  หนังดำเนินเรื่องภายในหนึ่งวัน หรือถ้าจะให้ถนัดภายในหนึ่งคืน  คล้าย ๆ กับ Serbis  นอกจากนี้ ฉากในหนังส่วนใหญ่ถูกถ่ายทำในการใช้แสงต่ำ (low-key lighting) และระยะมุมกล้องไม่เกินระยะกลาง  หรือถ้าจะกล่าวให้ถูก ก็คือโคลสอัพ  จนทำให้บางฉากมันไม่เห็นอะไร และยิ่งถูกกำหนดโดยดนตรีประกอบแล้ว  บางฉากมันดูเหมือนหนังผีมากกว่าหนังเปิดโปงสังคม ดิฉันคิดว่าการกำหนดกรอบแบบนี้มันไม่จำเป็๋น และที่สำคัญมันไม่มีอะไรใหม่  ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังในแนวเนื้อหาเดียวกันอย่าง A Prophet แล้ว  เขาไม่เห็นจะต้องบังคับตัวเองอะไรเช่นนั้นเลย  ทำให้หนังมันดูรื่นและเป็นธรรมชาติมากกว่า

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : พอหนังจบปุ๊บ ดูเหมือนจะมีหน้าม้าพยายามปรบมือนำ แต่นั่นก็มิอาจยับยั้งเสียงโห่ออกมาได้  แต่ปีนี้เมนโดซ่าโชคดี เพราะเสียงโห่มาแบบเบา ๆ

A Prophet เกือบถึงดวงดาว แต่ข้อมูลแน่นไปหน่อย

 

 

A Prophet เป็นหนังที่เกือบจะไปถึงดวงดาว ในขณะที่ดิฉันดูหนังอยู่นั้น  ตระหนักตลอดว่านี่เป็นหนังที่ยาวที่สุดของเทศกาลในปีนี้  หนังยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่ง  แต่ผู้กำกับ Jacques Audiard ก็ยังคงสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างไม่น่าเบื่อ น่าติดตาม จนดิฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า หนังอาจจะมีแววได้ลุ้นรางวัล  แต่เมื่อถึงฉากจบ ดิฉันเริ่มไม่แน่ใจ

หนังพูดถึงชีวิตในคุกของเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปี El Djebena ซึ่งถูกสั่งจำคุกเพียงหกปี  จากเด็กหนุ่มที่อ่านเขียนไม่ได้เลย  เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างจากที่นั่น  เขาน่าจะมีอนาคตที่สดใส  ถ้าเพียงแต่สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คู่กันไป คือ วิชาอาชญากรรม

กระบวนการอาชญากรรมในคุกของคอร์์ซิก้า  ทำให้เด็กหนุ่มที่น่าจะสดใส  ถูกบังคับให้เชือดนักโทษด้วยกันอย่างจำเป็น  แต่ในเวลาไม่นานนัก  เอ็ลพัฒนาฝีมือขึ้นมา จากการชี้แนะและวางแผนของผู้นำนักโทษคอร์ซิก้าในคุก    ภาพของเขาอันดูบริสุทธิ์ ประพฤติดี จนได้รับอนุญาติให้ออกไปเที่ยวเล่นได้เป็นระยะ แต่นั่นกลับหมายความถึงพัฒนาการด้านอาชญากรรมของเขาที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้กำกับเล่าหนังได้กระชับนะคะ ไม่เบื่อเลย แม้หนังจะยาวมาก ดูได้เพลิน ๆ ไม่เหนื่อย   มันดูเป็นหนัง บอกได้คำเดียวที่สมบูรณ์  มีการใช้ภาษาหนัง และมุมกล้องได้ติดตามเป็นระยะ  นักแสดงส่วนใหญ่ก็เล่นเป็นธรรมชาติ

แต่หนังมีเนื้อเรื่องมากเกินไป  จนบางครั้งตามไม่ทัน  หลุดรายละเอียดไปเหมือนกัน  ถ้่าหนังจะได้รางวัลอะไรไป  น่าจะเป็นอย่างอื่นเสียมากกว่า ไม่รู้นะคะ ถ้ามีหนังอื่นที่ดีกว่า  ก็อาจจะหลุดไป

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : เสียงปรบมือดังมากขึ้นพอสมควร  แต่น่าแปลกใจที่ไม่มีเสียงโห่ร้องแสดงความชื่นชม

15 May 2009

Taking Woodstock : เข้ามาได้เพราะงานกำกับล้วน ๆ

 

ผ่านไปแล้วอีกเรื่องสำหรับหนังประกวด  หนังผลงานเรื่องล่าสุด Taking Woodstock ของอั้งลีี่่เรื่องนี้  แสดงฝีมือการกำกับได้อย่างน่าสนใจ แต่อาจจะลำบากที่หนังจะได้รางวัลปาล์มดอร์ หรือกรังค์ปรีซ์

Taking Woodstock เล่าเรื่องราวของเอลลี่และชุมชนเมืองเล็ก ๆ วู๊ดสต็อก  ก่อนที่จะจัดงานคอนเสริิ์ต์ประวัติศาตร์ของชนชาวฮิปปี้เมื่อหลายสิบปีก่อน  เรื่องเริ่มฉายภาพให้เห็นบรรยากาศของเมืองเล็ก ๆ เมืองนี้  ที่อยู่อย่างเงียบ ๆ  ออกจะอนุรักษ์ด้วยซ้ำ  เรื่องเริ่มเมื่อเด็กหนุ่มนามเอลลี่  ซึ่งต้องย้ายจากนิวยอร์คเข้ามาช่วยพ่อแม่บริหารโรงแรมเล็ก ๆ ที่เมืองวู๊ดสต็อก  จากความตั้งใจที่เพียงต้องการจะจัดเทศกาลดนตรี  บวกกับความซื่อ ๆ แบบไม่คิดอะไรมาก  งานนี้กลับมีคนเข้ามาร่วมกว่าห้าแสนคน  จนกลายเป็นคอนเสริต์ประวัติศาสตร์ของอเมริกาในที่สุด

ดิฉันคิดว่า งานชิ้นนี้เีข้ามาได้เพราะการกำกับล้วน ๆ   และถ้าหนังจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลอะไรไป ก็คงจะเป็นรางวัลกำกับเท่านั้น  อั้งลี่ได้ใช้วิธีการตัดภาพหลายอย่างที่อาจจะไม่เคยมีในประวัติศาสต์การตัดต่อทางภาพยนตร์มาก่อน   กล่าวคือ แทนที่จะตัดภาพบนหน้าจอออกเป็น 2 ส่วน ซ้าย - ขวา อย่างที่เราเคยเห็นกัน    เขากลับแบ่งภาพออกเป็น 3 ส่วนบ้าง  4 ส่วนบ้าง  บางภาพก็เป็นแนวนอน  บางภาพก็เป็นนแนวตั้ง  ไม่รู้ว่าเขาสามารถแบ่งหน้าจอแบบนี้ได้อย่างไร  และในฉากบางฉาก เขาสามารถสร้างภาพที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากคอนเสิร์ตวู๊ดสต็อกนั้น มันเหมือนภาพแห่งความฝันของคนหนุ่มสาว   ความรู้สึกเช่นเดียวกับคนกลุ่มนั้น

แต่อั้งลี่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการดูแลบท  บทดูอ่อน  ไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน  ระหว่างอุดมการณ์เสรีชน  พลังหนุ่มสาว ป็อบคัลเจ่อร์อย่างดนตรี  ภาพของครอบครัว หรือภาพของชุมชนนั้น ๆ   มันเลยทำให้เราคนดูที่ไม่ได้อยู่ในร่วมเหตุการณ์  รู้สึกเต็มอิ่มหรือเต็มปลื้มกับเหตุการณ์นั้นมากนัก  ทั้งที่เราต่างก็มีหัวใจที่โบกบินอยู่ในใจกันทุกคน

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : เสียงปรบมือดังแผ่ว ๆ ประมาณหนึ่งนาทีเท่านั้น  ไม่มีเสียงโห่ ไม่มีเสียงยินดี

 Bright Star : อืม งานนี้ทำใจลำบาก

 

 

ความจริงอิฉันดูเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนเช้า   แต่เพราะอยู่ในอาการอึมครึม  ก็เลยไม่ได้รีบเขียน

Bright Star เป็นเรื่องความรักในวัยหนุ่มของกวีอังกฤษชื่อดังจอห์น คีตส์  ที่เผอิญไปรักกับสาวข้างบ้านที่มีฐานะดีกว่า  เพราะความยากจนจากอาชีพกวีของเขา  แรก ๆ เธอไม่ได้รักเขา  เธอเป็นนักเรียนดีไซน์ที่เปิดเผย  แต่คนทั้งสองเริ่มผูกพันต่อกัน  หลังจากที่ทราบเรื่องอาการเจ็บป่วยของน้องชายคีตส์  เขาสอนกวีนิพนธ์ให้กับสาวแฟนนี่  แล้วความรักก็ได้ก็ร่างสร้างตัวขึ้น จนเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะทัดทานได้  คีตส์พยายามเดินทางไปอยู่ที่อื่น  แต่เขาก็กลับมาอีกครั้ง  ความรักของทั้งสองก็พัฒนาขึ้น  ถ้าเพียงแต่คีตส์จะไม่เดินทางไปอิตาลี และจบชีวิตที่นั่น

เจน แคมเปี้ยน ดำเนินหนังเรื่องนี้อย่างช้า ๆ  ช้ามาก  เพื่อสร้างโหมดบรรยากาศให้เข้ากับยุคสมัยโรแมนติก  อย่างที่กวีจอห์น คีตส์เป็นอยู่  ซึ่งเจน แคมเปี้ยนเธอก็ทำได้ดีทีเดียวเลยนะคะ  รวมทั้งการสร้างบรรยากาศช่วงเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็น sensibilities แบบผู้หญิง  ไม่่ว่าฉากที่คนทั้งสองประสานมือเข้าด้วยกัน โดยมีกำแพงห้องเป็นฉากกั้น องค์ประกอบของหนังดูสวย เหมาะเข้ากับยุคสมัย  แต่มันไม่ได้แสดงให้เห็นภาษาหนังเท่าที่ควร  หนังเน้นไดอะล็อกมาก  จึงทำให้สองชั่วโมงเต็มของหนังดูเชื่องช้า

ดิฉันมีความรู้สึกว่า เจน แคมเปี้ยนเธอถึงจุดสูงสุดจาก The Piano ไปแล้ว  หลังจากนั้นเธออยู่ที่เก่า  ไม่ก็ขาด ๆ เกิน ๆ   Bright Star เป็นหนังที่จะต้องนำความรู้สึกมาจับ  มารับล้วน ๆ แล้วเผอิญเราก็ไม่ได้รู้เรื่องบทกวีนิพนธ์ของอังกฤษมากนัก  รู้แต่หนัง  ในเชิงของหนัง  ทำให้ดิฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับหนังมากนัก

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : เสียงปรบมือดังแผ่ว ๆ ประมาณหนึ่งนาที  แต่พอเครดิตหนังขึ้นชื่อ Jane Campion เสียงปรบมือดังกว่า

14 May 2009

Thirst : แวมไพร์ฉบับเกาหลีที่เฮี้ยนสุด ๆ

 

ตอนแรกที่อ่านเรื่องย่อหนังเรื่องนี้ของปาร์กชานวุกนั้น  ฉันคิดว่าคงจะต้องเป็นเรื่องของบาทหลวงที่อุทิศให้กับสังคม เพราะเรื่องย่อบอกให้ว่า บาทหลวงซางฮุนอุทิศชีวิตเพื่อรักษาโรคร้ายชนิดหนึ่ง  ขนาดเดินทางไปอัฟริกา   แต่กลายเป็นว่า นี่ีมันหนังแวมไพร์ยุคปัจจุบันที่เผอิญแวมไพร์ในหนังของปาร์คชานวูเรื่องล่าสุดนี้เป็นบาทหลวงเท่านั้นเอง   และเป็นแวมไพร์ฉบับมีคุณธรรม  ไม่ฆ่าคนเพื่อดูดเลือด แต่ดูดจากคนป่วยบ้าง  ขโมยจากธนาคารเลือดบ้าง  ยกเว้นถ้าท่านเคาท์ร่วมสมัย จะไม่เผอิญไปรักจนแอบมีสัมพันธ์กับสาวนางหนึ่ง  จนต้องฆ่าสามีของเธอ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเขาทำร้ายเธอ  และต้องดูดเลือดเธอ  เพื่อให้เธอกลายเป็นแวมไพร์อีกคน  และเธอนี่้แหล่ะคือแวมไพร์กระหายเลือดตัวจริง

หนังมันเฮี้ยนสุด ๆ  ปาร์กชานวูแกก็มีฝีมืออยู่ไม่น้อยที่จะจับทั้งมุขตลก  มาเข้ากับฉากดราม่า  หลาย ๆ ตอนดูเคร่งขรึม  เศร้า ๆ อยู่พอดี  แต่ยังไม่ทันขาดคำ  อ้าว กลับกลายเป็นภาพสะอิดสะเอียน  บางตอนดูเศร้า ๆ จากคนที่ป่วยหนัก  อ้าว ตัดภาพต่อมากลายเป็นท่านบาทหลวงกำลังดูดเลือดผ่านสายยาง  

หนังยาว 2 ชั่วโมง 15 นาที  ยาวเำกินไปหน่อย  ทำให้หนังดูอืดอย่างไม่จำเป็น  เป็นหนังที่ดูสนุก ๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น ที่น่าจะเหมาะกับการฉายแบบมิดไนท์มากกว่า ไม่รู้ติดประกวดมาได้อย่างไร   น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ยาก  ยกเว้นรางวัลของนักแสดงในเรื่องนี้

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : มีเสียงปรบมือค่ะ แต่ไม่นานมากนัก  และเบา ๆ น้อยกว่าหนัง Fish Tank เมื่อเช้าอีก

Fish Tank : หนังที่ต้องลุ้นตลอดเวลา



เริ่มฉายรอบเช้าตั้งแต่แปดโมงครึ่งของวันที่สองนี้  ด้วยหนังอังกฤษเรื่อง นี้  ด้วยผู้กำกับสาวชาวอังกฤษ Andrea Arnold เคยสร้างชื่อเสียงมาจากเรื่อง Milk และ Red Road

Fish Tank เป็นเรื่องราวของมีอา เด็กสาววัยสิบห้าที่อาศัยในย่านเมืองเอ็กเซ็ก ทางตะวันออกของลอนดอน  เธอเป็นเด็กที่มีปัญหากับโรงเรียน  และเข้ากับเพื่อนไม่ได้   ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อแม่นำหนุ่มคู่รักคนใหม่เข้ามาบ้าน  คอนเนอร์เป็นชายวัยกลางคนที่ดูอบอุ่น   เขาดูแลเด็ก ๆ  ประพฤติตัวเหมือนพ่อคนที่สองของมีอาและน้องสาว 

หนังมีความยาวร่วมสองชั่วโมง  และเรื่องราวก็แสนจะธรรมดา ๆ  แถมตอนต้น ๆ ฉันนึกว่า สงสัยจะเป็นหนังตามขนบอังกฤษแหง ๆ ที่ชอบเล่าปัญหาคนยากจน  ชนชั้น  แต่ปรากฏว่า  ดู ๆ ไปแล้ว  หนังทำให้ฉันต้องลุ้นตลอดเวลาในเรื่องความสัมพันธ์ของมีอากับคอนเนอร์   มันดูเซ็กซี่   เคลือบแคลง  หลาย ๆ ตอนมันดูวาบหวิว  อีโรติก   ดิฉันมั่นใจว่า ความเป็นผู้หญิงของผู้กำกับอังเดรีย  ทำให้หนังดูมีเสน่ห์ตรงนี้ 

แต่ดิฉันก็ไม่น่าใจในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง  มีอานั้นมีใจให้คอนเนอร์อย่างแน่นอน  แต่ตัวคอนเนอร์ไม่แน่ชัด  เขาดูเหมือนผู้ชายอบอุ่นที่เด็กสาวอย่างมีอาถวิลหา  ว่าไปแล้ว  ความรู้สึกวาบหวิวที่เกิดขึ้นมักจะเป็นมุมมองของมีอานั่นแหล่ะ 

สรุป  เป็นหนังที่ดูเพลิน ๆ  ได้เรื่องหนึ่ง  แต่ในเชิงอาร์ตเฮ้าส์อาจจะลำบาก  แต่นักแสดงน่าจะมีสิทธิ์ลุ้น  ทั้งตัว Katie Jarvis (มีอา) และ Michael Fassbinder (คอนเนอร์)

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : มีเสียงปรบมือค่ะ แบบต่อเนื่อง ไม่ได้ดังแปะ ๆ และไม่มีเสียงโห่ ท่าจะให้เกรดเป็น 5 มือ น่าจะได้ประมาณ 1 มือ

13 May 2009

Spring Fever : มันเงียบแบบไม่เคยเจอในรอบสิบห้าปีที่มาคานส


 

มาแล้วจ้า  หนังประกวด  เรื่องแรกที่ฉายก็คือ Spring Fever ของ Lou Ye กลายเป็นประกวดเรื่องแรกที่ฉาย ให้เพรสดู   รอบหนึ่งทุ่ม  เวลาเดียวกับหนังเปิด (เป็นประจำ)  โดยส่วนตัว ดิฉันชอบเรื่องนี้มากกว่า Summer Palace นะ  แต่น่าแปลกใจกับกระแสตอบรับมาก  เป็นแบบฉบับที่ไม่เคยพานพบในรอบเพรสของคานส์

Spring Fever เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาย 3 คน  หญิง 2 คน  เท่ากับ 2 คู่  (ฟังแล้วงง) โดยมีตัวเชื่อมระหว่างคู่  เป็นชายเกย์ขนานแท้  แต่ผู้ชายที่เป็นสามีและคู่รักกับผู้หญิง 2 คนในเรื่อง  ก็ไม่ใช่ชายขนานแท้  เป็นไบเซ็กช่วล  เรื่องเริ่มเมื่ออาจารย์สาวว่าจ้างชายหนุ่มนามหลูไห่เถา  สืบตามคู่ชู้ของสามีตัวเองที่ชื่อหวังปิง  เธอพบว่าชู้รักของเขากลับเป็นชาย  ต่อมาหวังปิงฆ่าตัวตาย  ขณะเดียวกันหลูไห่เถาก็ดันไปมีความสัมพันธ์กับคู่เกย์ของหวังปิงอีก  ทั้งที่ตนเองมีแฟนสาวอยู่แล้ว

Spring Fever เป็นหนังเรื่องที่พัฒนาการขึ้นของ Lou Ye และละทิ้งกับหนังแบบฉบับของจีน  ที่ชอบขายเรื่องประเด็นการเมืองของจีนอย่างรักร่วมเพศ  ปัญหาความยากจน  ปัญหาเรื่องครอบครัว  ปัญหารุ่น  เขาทำได้ดีในการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องกันได้  แต่ก็ร้อยเรียงให้มันเข้ากันได้อย่างกลมเกลียว  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในช่วงครึ่งหลังในคู่ของหลูไห่เถา  แฟนสาว และหนุ่มเกย์  ซึ่งเป็นตัวแกนกลางเชื่อมระหว่างคู่หญิงชายสองคู่  คนทั้งสามอยู่ร่วมกันได้  ตอนเล่าความสัมพันธ์ของคนสามคนนี้มีเสน่ห์นะคะ  และตอบโจทย์ที่ผู้กำกับต้องการให้เกียรติกับ Jules and Jim ของโกดาร์ดโดยเฉพาะ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการใช้ดนตรี  และการนำเสนอร้อยเรียงที่นำมาจากหนังสือช่วงปี 1920 ที่ประพันธ์โดย Yu Dafu  รวมทั้งภาพที่แอบวิจารณ์สังคมจีนอย่างเงียบ ๆ สรุปนี่เป็นหนังจีนที่ทำลายขนบหนังอาร์ตจีนที่เรามักจะคุ้นเคยในรุ่นที่ 5, 5 ครึ่ง และ รุ่นที่ 6

แต่หนังมีปัญหาไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตอนช่วงแรก  และในคู่ของหวังปิงกับภรรยาสาว  ว่าไปแล้วฉากแรกที่เสนอภาพของหวังปิงแอบร่วมเพศกับคู่เกย์นั้น  มันทำให้ตัวเองนึกถึง East Palace West Palace ไม่ได้ 

ผลตอบรับจากรอบสื่อ : เงียบค่ะ เงียบ  ไม่มีเสียงโห่  ไม่มีเสียงปรบมือ  ไม่มีอะไรเลย  มีแต่เสียงพึ่บพั่บของเก้าอี้  และเสียงเท้าที่เดินออกจากโรงหนัง  นับเป็นการตอบรับที่ตนเองเพิ่งเคยเจอในจำนวนสิบครั้ง   รวมเวลา 15 ปีที่มาคานส์  เง็ง!

   
  

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: ancha999 at gmail.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.